คำฟ้องและคำให้การ
ในการทำพิธีสมรสระหว่างนายฉลวยและนางสาวทวาย โจทก์ นั้น นายมูลซึ่งเป็นประธานฝ่ายชาย กับนายแกระจำเลยซึ่งเป็นประธานฝ่ายหญิง ได้ทำสัญญากันไว้ว่า ฝ่ายชายได้นำเงินมาเป็นเงิน ๗๐๐ บาท และเงินทุน ๑๐๗ บาท ๗๗ สตางค์ ฝ่ายหญิงนายแกระจะแบ่งโอนที่นาโฉนดที่ ๒๗๔๒ ให้คู่สมรส ๒๐ ไร่ ภายใน ๕ ปี นับแต่วันสมรส แต่ถ้าฝ่ายคู่สมรสทอดทิ้งไม่อุปการะนายแกระ นางสนิท (ภรรยานายแกระ) นายแกระ นางสนิท จะยังไม่โอนนา ๒๐ ไร่ให้ บัดนี้ นายฉลวย นางทวาย ได้เป็นโจทก์ฟ้องนายแกระจำเลย อ้างว่าจำเลยขายที่ดินแปลงนี้เสียแล้ว โจทก์จึงขอส่วน ๒๐ ไร่ เป็นเงิน ๔๗๒๐ บาท.
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าสัญญาให้รายนี้ไม่ได้จดทะเบียนตามมาตรา ๕๒๕ จึงไม่สมบูรณ์ พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาให้ตามมาตรา ๕๒๑ นั้น ไม่มีสิ่งตอบแทน แต่สัญญานี้เป็นสัญญาที่มีการตอบแทนกัน จึงไม่เป็นสัญญาจะให้ แต่เป็นสัญญาซึ่งสมัยก่อนเรียกว่า กองทุนในการสมรส กรณีจึงไม่เข้า ป.พ.พ.มาตรา ๕๒๕ หรือ ๕๒๖.
Result
จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไป แล้วชี้ขาดใหม่ตามรูปคดี. ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ ให้ศาลรวมสั่งให้คำพิพากษาตอนใหม่.