คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของเรือประมง ได้รับแจ้งค่าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันเกิดจากการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศที่ให้จำเลยรับผิดชอบค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันเกิดจากการที่เรือประมงลำดังกล่าวละเมิดน่านน้ำประเทศเวียตนาม ซึ่งทางราชการได้ทดรองจ่ายไปภายในกำหนดเวลา 30 วัน แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยภายในกำหนดเวลา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 28 ทวิ, 64 ทวิ,พระราชบัญญัติ การประมง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 มาตรา 6, 12จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมงพ.ศ. 2490 มาตรา 28 ทวิ, 64 ทวิ ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ100,000 บาท
ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปีไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ตามข้อฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า บทกฎหมายที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยคดีนี้ยกเลิกไปแล้วหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งได้เข้าควบคุมอำนาจในการปกครองของประเทศและได้ออกประกาศ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์2534 มีผลทำให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521สิ้นผลลงก็ตาม แต่ก็มิได้มีประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับใดยกเลิกบทกฎหมายดังกล่าว บทกฎหมายนั้นจึงยังมีผลบังคับอยู่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นสำหรับฎีกาประการต่อไปของจำเลยที่พอสรุปได้ว่า การที่บทกฎหมายที่โจทก์อ้างมาในฟ้องให้ใช้อำนาจของฝ่ายบริหารตั้งคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆอันเกิดจากการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศ จึงเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริการในการตั้งศาล
อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นเห็นว่า คณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ฯ เพียงแต่ได้ทำการรวบรวมและคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งทางรัฐบาลได้เสียไปอันเกิดจากการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศของจำเลย ผู้เป็นเจ้าของเรือ ซึ่งใช้หรือยอมให้ใช้เรือของตนกระทำการละเมิดดังกล่าว และแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามคำวินิจฉัยภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490มาตรา 28 ทวิ เท่านั้น มิได้กระทำการพิจารณาวินิจฉัยอรรถคดีเช่นเดียวกับศาลยุติธรรมแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษตาม มาตรา 64 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวการกระทำของคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอื่น
ๆ ฯ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกันส่วนฎีกาของจำเลยอีกประการหนึ่งที่กล่าวพอสรุปได้ว่า คำสั่งของคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ฯขัดต่อหลักกฎหมายและขาดข้อเท็จจริงสนับสนุนเพียงพอนั้นแม้จำเลยจะอ้างว่า ขัดต่อหลักกฎหมายทำให้ดูประหนึ่งว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลฎีกา เห็นว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในปัญหาข้อนี้ของจำเลยด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายืน