คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนักโทษต้องคุมขังตามอำนาจของศาล ได้บังอาจหลบหนีไปจากที่คุมขังเรือนจำ ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ๕ ปี ๖ เดือน ฐานปล้นทรัพย์ และยังต้องรับโทษอยู่ ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๐,๙๒
จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนข้อต้องคำพิพากษาให้ลงโทษนั้นรับ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยป่วยเป็นโรคประสาทอย่างแรง ได้รับอนุญาตจากพัศดีเรือนจำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลนอกเรือนจำ โดยมีผู้คุมเรือนจำคุมไปด้วย ตำรวจจับจำเลยขณะขี่รถจักรยานมุ่งหน้ามาทางเรือนจำ โดยไม่มีผู้คุมอยู่ในขณะนั้น จึงฟังว่าจำเลยไม่ได้หลบหนี
ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๐ นั้น จำเลยจะต้องเจตนาหลบหนีด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเจตนาหลบหนี แม้ในขณะจับกุมจะไม่มีผู้คุมควบคุมตัวจำเลยอยู่ ก็ยังเอาผิดกับจำเลยตามฟ้องไม่ได้
Result
พิพากษายืน