Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2880/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่ดินโฉนดเลขที่ 23454 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 23455ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2336 เมื่อแยกออกมาแล้วทางทิศใต้ของที่ดินทั้ง 2 แปลงต่างอยู่ติดซอยสาธารณะ ต่อมาโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 23455แล้วเพิ่งแบ่งแยกที่ดินกันเองในเวลาต่อมาออกเป็น 3 แปลงคือ แปลงในสุดซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือโฉนดเลขที่ 209886 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แปลงกลางโฉนดเลขที่ 209887เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 เป็นเหตุให้ที่ดินแปลงในสุดและแปลงกลางไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่23455 ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ซอยสาธารณะตามเดิมเช่นนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 209886 และโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 209887 ชอบที่จะเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 23455 ของโจทก์ที่ 3 ที่ได้แบ่งแยกมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1350 หาใช่เรียกร้องทางเดินจากที่ดินตามโฉนดเลขที่ 23455 ของจำเลยไม่ ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยจึงไม่ตกเป็นทางจำเป็น

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 209886 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 209887,23455 โดยมารดาโจทก์ทั้งสามยกให้ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2335, 23454 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 23454ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทกับที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ของโจทก์ที่ 3รวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2336 จำเลยมาขอซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาโจทก์และญาติเมื่อเดือนมกราคม 2504 เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกที่ดินจำเลยซึ่งอยู่ด้านหลังโฉนดเลขที่ 2336ไปสู่ซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50) โดยมีข้อตกลงด้วยวาจาว่าจำเลยยินยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกแบ่งแยกใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกจำเลยต้องอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วย

หลังจากนั้นจำเลยทำถนนในที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออก มารดาโจทก์และประชาชนได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจร ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2504 จนถึงปัจจุบันโดยจำเลยไม่ได้หวงห้าม ถนนดังกล่าวจึงเป็นภาระจำยอมหรือทางสาธารณะ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2519 โจทก์ทั้งสามได้ใช้ถนนบนที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออกจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530โจทก์ทั้งสามได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 209486, 209887จำเลยอ้างว่าที่ดินของจำเลยเนื้อที่ขาดหายไป 20 เซนติเมตรโดยส่วนที่ขาดหายไปรวมอยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จำเลยได้ทำรั้วลวดหนามกั้นระหว่างแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามกับแนวเขตที่ดินพิพาท

อันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสามเพราะนอกจากที่ดินพิพาทเป็นทางภารจำยอมแล้วยังเป็นทางจำเป็นเนื่องจากได้แบ่งแยกออกจากที่ดินแปลงเดียวกันเป็นเหตุให้ที่ดินแปลงหนึ่งไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสามได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายไม่อาจเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามและโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถขายที่ดินโฉนดเลขที่ 209886 ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดซี.เอส.แอล.ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท คิดเป็นเงินจำนวน2,745,000 บาท และต้องเสียเบี้ยปรับวันละ 1,500 บาท เนื่องจากผู้ซื้อได้ทราบว่ามีการปิดกั้นรั้วลวดหนามดังกล่าว จึงแจ้งให้โจทก์เปิดทางเข้าออกที่ดินและให้ใช้เบี้ยปรับตามสัญญาด้วยและขอลดราคาที่ดินลงเหลือตารางวาละ 8,500 บาท

ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่209886, 209887 กับที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์ทั้งสามรื้อถอนโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโจทก์ทั้งสามโฉนด หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 520,445.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 500,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ให้จำเลยชำระเบี้ยปรับวันละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาโจทก์เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 2335ไม่เคยตกลงกับมารดาโจทก์ยอมให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสำหรับที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 2336 ทั้งไม่เคยตกลงอุทิศที่ดินของจำเลยเป็นทางสาธารณประโยชน์

ผู้ที่ใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออกได้ก็เพราะจำเลยจดทะเบียนภารจำยอมให้จำเลยสงวนสิทธิการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นถนนส่วนบุคคลมาโดยตลอด โจทก์ทั้งสามไม่เคยใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออก ที่ดินของโจทก์ทั้งสามเดิมติดทางสาธารณะคือซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50) โจทก์ทั้งสามเพิ่งมาแบ่งแยกโฉนดเลขที่ 23455 ภายหลังเป็นเหตุให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 209886,209887 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งสามแบ่งแยกที่ดินกันเองจนเป็นเหตุให้ที่ดินแปลงที่ถูกแบ่งแยกไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงต้องเรียกร้องทางออกจากที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกโจทก์ที่ 3 เข้าออกผ่านที่ดินของจำเลยตั้งแต่ปี 2531โดยละเมิดสิทธิของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหายเข้าออกไม่สะดวกขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ที่ 3 รื้อถอนประตูทางเข้าออกระหว่างบ้านเลขที่ 1328 กับที่ดินพิพาท ให้โจทก์ที่ 3ชำระค่าเสียหายจำเลยวันละ 1,500 บาท

จนกว่าโจทก์ที่ 3จะรื้อถนนและปิดกั้นประตูทางเข้าออกบ้านเลขที่ 1328 และห้ามโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินจำเลยโจทก์ที่ 3 ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามและประชาชนทั่วไปใช้ที่ดินพิพาทจนกลายเป็นทางสาธารณะหรือทางภารจำยอมหรือทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น โจทก์ที่ 3มิได้ทำละเมิดต่อจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ห้ามโจทก์ทั้งสามใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 23454 ตำบลพระโขนง (บางจาก) อำเภอพระโขนง(บางจาก) กรุงเทพมหานคร เป็นทางเข้าออก ส่วนคำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 209886โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 209887 และ 23455จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23454ที่ดินทุกแปลงตั้งอยู่ที่ตำบลพระโขนง (บางจาก) อำเภอพระโขนง(บางจาก) กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 209886อยู่ทางทิศเหนือ ถัดมาทางทิศใต้เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 209887และ 23455 ตามลำดับ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 23454 เป็นทางพิพาทอยู่ทางทิศตะวันออกติดที่ดินของโจทก์ทั้งสามทางทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 และทางพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่23454 ติดทางสาธารณประโยชน์ซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50)รายละเอียดปรากฏตามแผนผังแสดงการแบ่งแยกที่ดินและทางเดินเข้าออกโดยสังเขปเอกสารหมาย

จ.10 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2530 จำเลยได้กั้นรั้วลวดหนามเป็นแนวเขตระหว่างทางพิพาทตามโฉนดเลขที่ 23454 กับที่ดินโฉนดเลขที่209886 และ 209887 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า ทางพิพาทตามโฉนดเลขที่ 23454 ตกเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 209886, 209887 และ 23455 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวพยานโจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 1 นางสุวลัย ทศานนท์ และนายอภิโชติ จิตรานนท์มาเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 23454จากยายของโจทก์ทั้งสามเมื่อ พ.ศ. 2504 เพื่อทำถนนโดยจำเลยได้ตกลงกับยายของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยยินยอมให้ลูกหลานของยายโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทเข้าออกได้ ต่อมาวันที่19 กรกฎาคม 2519 มารดาโจทก์ทั้งสามได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่23455 ให้โจทก์ทั้งสามซึ่งสภาพที่ดินในขณะนั้นเป็นสวนมะพร้าวโจทก์ที่ 1 ได้ใช้ทางพิพาทเข้าออกไปดูแลสวนมะพร้าวมาเกิน10 ปีแล้ว

ครั้นปี 2530 โจทก์ทั้งสามได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ออกเป็น 3 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 209886เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 209887เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 กับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 23455เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 เมื่อจำเลยทำรั้วลวดหนามปิดกั้นระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 209886 และ 209887 กับทางพิพาททำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจำเลยเบิกความว่า ขณะที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาท จำเลยมิได้มีข้อตกลงกับผู้ขายว่าให้ลูกหลานของผู้ขายเข้าออกที่ดินพิพาทได้เนื่องจากขณะนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ซึ่งยังเป็นของมารดาโจทก์ทั้งสามอยู่ติดถนนซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50)อยู่แล้ว

ทั้งที่ดินก็รกร้างว่างเปล่า โจทก์ทั้งสามมิได้ใช้ที่ดินพิพาทเข้าออกที่ดินแต่อย่างใด เห็นว่าขณะที่จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 23454 เมื่อปี 2504 ที่ดินโฉนดเลขที่ 23455อยู่ติดถนนซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50) เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 จึงสามารถเข้าออกที่ดินทางซอยเกษมสุวรรณ(สุขุมวิท 50) ได้สะดวกอยู่แล้ว ทั้งขณะนั้นที่โฉนดเลขที่ 209886และ 209887 ก็ยังมิได้แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 23455จึงไม่มีความจำเป็นที่ยายของโจทก์ทั้งสามจะตกลงกับจำเลยให้ลูกหลานใช้ที่ดินพิพาทเข้าออกเพื่อไปออกซอยเกษมสุวรรณ(สุขุมวิท 50) อีก นอกจากนี้หากจะมีข้อตกลงกันไว้เช่นนั้นจริงก็น่าจะมีการบันทึกข้อตกลงเช่นนั้นให้ปรากฏไว้ในสัญญาแบ่งขายที่ดินเอกสารหมาย

ล.3 จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีข้อตกลงดังกล่าวระหว่างยายของโจทก์ทั้งสามกับจำเลยคดีได้ความอีกว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 23454 กับที่ดินโฉนดเลขที่23455 ได้แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2336 เมื่อปี 2504สภาพที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ตลอดมาโจทก์ทั้งสามได้รับโอนมาจากมารดาเมื่อปี 2519 ก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในที่ดินดังกล่าว ที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสวนมะพร้าว โจทก์ที่ 1 ได้ใช้ทางพิพาทเข้าออกไปดูแลสวนมะพร้าวมาเกิน 10 ปีแล้ว ข้อนี้หากมีการใช้ทางพิพาทเข้าออกที่ดินดังกล่าวจริงก็น่าจะเข้าออกเพื่อมาออกซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50) อีกต่อหนึ่ง เพราะที่ดินดังกล่าวอยู่ติดซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50) อยู่แล้ว

การเข้าออกที่ดินดังกล่าวทางซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50) ก็สะดวกและระยะทางสั้นกว่า ไม่มีเหตุที่จะต้องไปใช้ทางพิพาทแต่อย่างใดจึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ได้ใช้ทางพิพาทเข้าออกไปดูแลสวนมะพร้าวมาเกิน 10 ปีแล้ว ยิ่งกว่านั้นที่ดินตามโฉนดเลขที่239886 ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 209887ของจำเลยที่ 3 ก็เพิ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 23455เมื่อปี 2530 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิเคยเข้าไปอยู่ในที่ดินของตนเลย ส่วนโจทก์ที่ 3 เพิ่งเข้าไปปลูกบ้านอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ของโจทก์ที่ 3 เมื่อปี 2529 โดยทำประตูรั้วบ้านเข้าออกทางพิพาท โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ใช้ทางพิพาทแต่อย่างใด โจทก์ที่ 3 ใช้ทางพิพาทตั้งแต่ปี 2529ถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 กันยายน 2532)

ยังไม่ครบ 10 ปี ดังนั้นไม่ว่าโดยข้อตกลงหรือโดยอายุความ ทางพิพาทตามโฉนดเลขที่ 23454 ย่อมไม่ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่209886, 209887 และ 23455 ส่วนปัญหาที่ว่าทางพิพาทตามโฉนดเลขที่ 23454 เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่าเมื่อปี 2504 ที่ดินโฉนดเลขที่ 23454 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2336เมื่อแยกออกมาแล้วทางทิศใต้ของที่ดินทั้ง 2 แปลงต่างก็อยู่ติดซอยเกษมสุวรรณ (สุขุมวิท 50) ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ครั้นปี 2519โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 23455โจทก์ทั้งสามเพิ่งมาแบ่งแยกที่ดินกันเองเมื่อปี 2530 ออกเป็น3 แปลง คือ แปลงในที่สุดซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือโฉนดเลขที่209886 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แปลงกลางโฉนดเลขที่ 209887 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 เป็นเหตุให้ที่ดินแปลงในสุดและแปลงกลางไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 23455 ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ติดซอยเกษมสุวรรณ(สุขุมวิท 50) ซึ่งเป็นทางสาธารณะตามเดิมเช่นนี้

จะเห็นได้ว่าเหตุที่ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 209886 และ 209887 ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ ก็เพราะมีการแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่23455 ดังนั้นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 209886 และโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 209887 ชอบที่จะเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยก คือ แปลงโฉนดเลขที่ 23455ของโจทก์ที่ 3 นั่นเอง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1350 หาใช่เรียกร้องทางเดินจากที่ดินของจำเลยไม่ทางพิพาทตามโฉนดเลขที่ 23454 ของจำเลยจึงไม่ตกเป็นทางจำเป็น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ดุสิต เพชรปลูก · นิเวศน์ คำผอง · ทวีชัย เจริญบัณฑิต
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8003/2567

ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้วเป็นเหต…

Supreme Court Judgment No. 1706/2567

ที่ดินโจทก์ด้านทิศเหนือบางส่วนติดทางสาธารณประโยชน์ แต่ทางดังกล่าวมีสภาพเป็นร่องน้ำติดต่อกับร่องน้ำในที่ดินของบุคคลอื่นยาวตลอดนอกแนวเขตที่ดินโจทก์ และมีที่ดินบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีสภาพเป็นทาง มีร่องน้ำ…

Supreme Court Judgment No. 4150/2556

ตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นอยู่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นหรือไม่ หากเป็นทางจำเป็นแล้วควรกว้างยาวเพียงใด และโจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินหรือไม่ โจทก์หาต้องบรรยายว่า ที่ดินของ…

Supreme Court Judgment No. 9325/2553

ทางจำเป็นจะขอได้ต่อเมื่อที่ดินมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1349 แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ท…

Supreme Court Judgment No. 417/2553

การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลา 30 ปีเศษ โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยตลอดมา แม้จะใช้เป็นเวลานานเท่าใด โจทก์ก็ไม่ได้สิทธิในทางภาระจำยอมจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1387 เพราะการใช้ทางพิพาทของโจทก์มิได้ประส…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up