คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบุตรจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และอยู่ในความปกครองของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ขับรถแทรกเตอร์ของโจทก์เข้าไปดับไฟซึ่งไหม้ไร่อ้อยที่อยู่ติดกับไร่จำเลย เป็นเหตุให้รถแทรกเตอร์ของโจทก์ถูกไฟไหม้เสียหายขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถแทรกเตอร์ของโจทก์เข้าไปดับไฟ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่บิดามารดาทั่วไปพึงกระทำ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๑เป็นเพื่อนกับนายสมัยคนขับรถแทรกเตอร์ของโจทก์ จำเลยที่ ๑ เคยไปไถที่กับนายสมัย จำเลยที่ ๑ ได้หัดขับรถแทรกเตอร์ของโจทก์จนขับเป็นและบางครั้งก็ได้ขับรถแทรกเตอร์แทนนายสมัยจำเลยที่ ๓ เคยเห็นจำเลยที่ ๑ ขับรถแทรกเตอร์ของโจทก์แต่ไม่ว่าอะไร เห็นว่า การขับรถแทรกเตอร์ที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รู้เห็นแล้วมิได้ว่ากล่าวห้ามปรามจำเลยที่ ๑ ได้แก่การขับรถแทรกเตอร์ตามปกติ ซึ่งปรากฏว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าของรถแทรกเตอร์เองก็มิได้หวงห้ามเช่นเดียวกัน แต่การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ เป็นการขับรถแทรกเตอร์ของโจทก์เข้าไปดับไฟโดยรถแทรกเตอร์ของโจทก์มิได้มีไว้เพื่อใช้ในการดับไฟ เป็นการใช้รถแทรกเตอร์ของโจทก์ผิดจากปกติ
หาใช่การขับรถที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ มิได้ว่ากล่าวห้ามปรามจำเลยที่ ๑ ไม่ จำเลยที่ ๑ ขับรถเข้าไปดับไฟที่ไร่อ้อยขณะจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ อยู่ที่บ้านห่างจากไร่อ้อยถึง ๑ กิโลเมตรเศษ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ย่อมไม่อาจห้ามปรามมิให้จำเลยที่ ๑ ขับรถเข้าไปดับไฟได้ ทั้งการที่ไฟไหม้ไร่อ้อยเป็นเหตุเกิดขึ้นโดยปัจจุบัน จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่อาจคาดหมายและกำชับล่วงหน้ามิให้จำเลยที่ ๑ ขับรถแทรกเตอร์เข้าไปดับไฟ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ไม่มีโอกาสปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้ดีกว่านี้ถือว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลจำเลยที่ ๑ แล้ว
Result
พิพากษายืน