คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๙๐, ๙๑
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก, ๒๖๘, ๙๑ จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมด้วยตนเอง ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุกกระทงละ ๑ ปี รวม ๔๖ กระทง รวมเป็นจำคุก ๔๖ ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๙๑ ซึ่งแต่ละกระทงความผิดกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ปากต่าง ๆ ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ทำปลอมใบถอนเงินนั้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาต หรือการรับรองให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ตรี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัย
Result
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ และยกฎีกาของจำเลย.