Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2710/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนนั้นจะต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21(1) ถึง (5) บัญญัติไว้ประกอบกัน การที่ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทน ให้แก่โจทก์โดยอาศัยราคาประเมินจากสำนักงานกลางประเมินการจัดหาที่ดินเพื่อกิจการของรัฐ กรมที่ดิน และอาศัยราคาซื้อขายที่ดินข้างเคียงที่อยู่ตรงกันข้ามกับที่ดินของโจทก์ที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดขณะนั้นมาเป็นเกณฑ์พิจารณา นับว่าได้นำหลักฐานทั้ง 5 ประการตามมาตรา 21(1) ถึง (5) มาพิจารณาประกอบแล้วจึงเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงและค่าทดแทนความเสียหายที่ต้อง ขาดประโยชน์ในที่ดินที่ต้องเวนคืนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการ เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 25 บัญญัติบังคับไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าทดแทนทั้งสองจำนวนดังกล่าวเอาแก่จำเลย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่จะต้องเวนคืนโดยมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด โจทก์ทุกคนจึงมีส่วนเป็นเจ้าของทุกส่วนรวมกัน เมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7ใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนมาจำนวนเดียวกัน โดยมิได้แบ่งแยกว่าแต่ละคนมีสิทธิได้เงินจำนวนเท่าใด อันเป็นการใช้สิทธิร่วมกันมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัว จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลรวมกันในอัตราสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อมีการเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าฝ่ายโจทก์จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เรียกเก็บเกินให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนเสียเกินมา

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 150 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 Section 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 Section 25

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1785 เนื้อที่ 1 งาน28 ตารางวา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 1787, 1801 และ 1802 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน60 ตารางวา, 3 งาน 60 ตารางวา และ 1 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวาตามลำดับ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2534 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2534 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ ทำให้ที่ดินทั้งสี่แปลงของโจทก์ทั้งเจ็ดถูกเวนคืนบางส่วน จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตารางวาละ 50,000 บาท สำหรับโฉนดเลขที่ 1787 เนื้อที่ 2 ไร่43 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 1802 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวาเป็นเงินจำนวน 42,150,000 บาท และ 31,850,000 บาท ตามลำดับให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1785 ของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 และที่ดินโฉนดเลขที่ 1801ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ถูกเวนคืนทั้งหมดเป็นเงินค่าทดแทนจำนวน 6,400,000 บาท และ 18,000,000 บาท ตามลำดับโจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดทั้งสี่แปลงของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดทั้งสี่แปลงเป็นที่ดินผืนใหญ่มีเนื้อที่ที่ติดต่อกันมีถนนเข้าออกได้ทุกแปลง

โจทก์ทั้งเจ็ดได้ร่วมกันทำประโยชน์เป็นตลาดสดและกลุ่มอาคารพาณิชย์เพื่อประกอบการค้าและพักอาศัยเป็นย่านพาณิชยกรรมในกลางเมือง ดังนั้นที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงควรได้รับค่าทดแทนเพิ่ม นอกจากนี้โจทก์ทั้งเจ็ดยังขาดประโยชน์จากการที่จะนำที่ดินทั้งสี่แปลงไปทำเป็นตลาดสดและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1787 และ 1802 แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เพิ่มขึ้น 133,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,418,600 บาท รวมเป็นเงิน 151,618,600 บาท ค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1785แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 เพิ่มขึ้น 11,520,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,328,480 บาท

รวมเป็นเงิน12,848,480 บาท ค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1801 แก่โจทก์ที่ 1ถึงที่ 6 เพิ่มขึ้น 32,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง3,736,350 บาท รวมเป็นเงิน 36,136,350 บาท และค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1787 และ 1802 ส่วนที่เหลือราคาลดลงเป็นเงิน13,680,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 214,283,430 บาทกับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ในที่ดินที่ต้องเวนคืนทั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเงิน12,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยอัตราสูงสุดประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน อัตราร้อยละ 9.5 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 202,800,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ดด้วยจำเลยทั้งสองให้การว่า

เจ้าหน้าที่เวนคืนได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ทั้งเจ็ดชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยทั้งสองไม่เคยผิดนัด หากโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยก็มีสิทธิได้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงิน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปีเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าทดแทนจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ด แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 1785เนื้อที่ 1 งาน 28 ตารางวา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 1787, 1801 และ 1802 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา, 3 งาน 60 ตารางวาและ 1 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา ตามลำดับ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม2534 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ. 2534 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 31 ธันวาคม 2534มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2535 ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดส่วนมากอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ

กำหนดค่าทดแทนของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่จะต้องเวนคืนจำนวน 1,968 ตารางวา ราคาตารางวาละ 50,000 บาท รวมเป็นค่าทดแทน 98,400,000 บาทโจทก์ทั้งเจ็ดไม่พอใจจึงอุทธรณ์ขอค่าทดแทนเพิ่มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากฟ้องคดีนี้แล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงพิจารณาให้ค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตารางวาละ 110,000 บาท เพิ่มขึ้นตารางวาละ 60,000 บาท เป็นเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 118,080,000 บาท ส่วนค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าทดแทนไปเหมาะสมแล้วจึงไม่พิจารณาเพิ่มให้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดประการแรกว่า การกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งเจ็ดแล้วหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งเจ็ดนั้นจะต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 บัญญัติไว้ประกอบกัน คือ1. ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 62. ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่3. ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม4. สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น5. เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนฉะนั้น การที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่าที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ถูกเวนคืนมีราคาตารางวาละ 140,000 บาท

เพราะที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่จะต้องเวนคืน ธนาคารไทยทนุ จำกัดจดทะเบียนรับจำนองไว้ตารางวาละ 120,000 บาท และบริษัทไทยประกันราคา จำกัด ประเมินราคาที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่จะต้องเวนคืนไว้ตารางวาละ 140,000 บาท แต่ความปรากฏว่าธนาคารไทยทนุ จำกัด จดทะเบียนรับจำนองที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 และบริษัทไทยประเมินราคา จำกัด ประเมินราคาที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดไว้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2536 หลังจากวันใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2534 แล้วตามเอกสารหมาย จ.49 และ จ.43 ราคาการจดทะเบียนรับจำนองของธนาคารไทยทนุ จำกัด กับราคาประเมินของบริษัทไทยประเมินราคาจำกัด จึงไม่ใช่ราคาที่ดินที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ. 2534 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21(1) แต่อย่างไรก็ดี

การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดราคาตารางวาละ 50,000 บาท เป็นการกำหนดโดยอาศัยราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535มาเป็นเกณฑ์เพียงประการเดียวนับว่ายังไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพราะคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จะต้องอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21(1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ประกอบกันทั้งหมดแต่ก็ปรากฏว่าหลังจากโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องคดีแล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดอีกตารางวาละ 60,000 บาท เป็นตารางวาละ 110,000 บาทรวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 118,080,000 บาทซึ่งนับได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้นำหลักเกณฑ์ทั้งห้าประการดังกล่าวมาพิจารณาประกอบแล้ว

ดังนั้นแม้ทั้งสองฝ่ายนำสืบไม่ได้ว่าในวันที่ 1 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2534 มีผลบังคับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดราคาตารางวาละเท่าไรก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งอยู่ในตรอกวัดสามง่ามที่กว้างเพียง 6 เมตรห่างจากถนนพระรามที่ 6 ที่เป็นถนนสาธารณะสายใหญ่ 20 เมตรและมีตึกแถวบังอยู่แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่จะต้องเวนคืนจะมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดขณะนั้นสูงถึงตารางวาละ 140,000 บาท ดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างฉะนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดอีกตารางวาละ 60,000 บาท

รวมกับค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ตารางวาละ 50,000 บาท เป็นราคาตารางวาละ 110,000 บาท โดยอาศัยราคาประเมินจากสำนักงานกลางประเมินการจัดหาที่ดินเพื่อกิจการของรัฐกรมที่ดิน และอาศัยราคาซื้อขายที่ดินของนายแดงซึ่งเป็นราคาที่ดินข้างเคียงที่อยู่ตรงกันข้ามกับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดขณะนั้นตารางวาละ 110,000 บาท มาเป็นเกณฑ์พิจารณา นับว่าเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งเจ็ดแล้วไม่มีเหตุที่จะให้ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นตารางวาละ 140,000 บาท ดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาขอมาที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตารางวาละ 110,000 บาท

เท่ากับค่าทดแทนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำหนดให้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดประการต่อมาคือปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิเรียกค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1787 และ 1802ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงได้หรือไม่เพียงใด กับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและของจำเลยทั้งสองเรื่องเงินค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ในที่ดินที่จะต้องเวนคืนว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเรื่องค่าทดแทนตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและของจำเลยทั้งสองไปในคราวเดียวกัน โดยเห็นว่า ปัญหาเรื่องค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1787 และ 1802 ของโจทก์ทั้งเจ็ดที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงก็ดี และปัญหาเรื่องค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ในที่ดินที่ต้องเวนคืนก็ดีโจทก์ทั้งเจ็ดมิได้อุทธรณ์ขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530มาตรา 25 บัญญัติบังคับไว้ก่อน หนังสืออุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามเอกสารหมาย จ.39, จ.40และ จ.41 ล้วนเป็นการอุทธรณ์ขอค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ต้องเวนคืนเพิ่มจากราคาที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้เพื่อให้ได้ค่าทดแทนสูงขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมิได้อุทธรณ์ขอค่าทดแทนจากการเวนคืนมีราคาลดลงหรือขอค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ในที่ดินที่ต้องเวนคืนแต่อย่างใดเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดมิได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนว่ามีราคาลดลงและมิได้อุทธรณ์ขอค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ในที่ดินที่ต้องเวนคืนเสียก่อน

โจทก์ทั้งเจ็ดก็ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเรียกค่าทดแทนทั้งสองจำนวนดังกล่าวเอาแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือประกอบการงานอันชอบด้วยกฎหมายในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นไปดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ในที่ดินที่ต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเงิน 3,000,000 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาเรื่องดอกเบี้ยอีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นอนึ่ง

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1785 ที่จะต้องเวนคืนโดยมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด โจทก์ทุกคนจึงมีส่วนเป็นเจ้าของทุกส่วนรวมกัน เมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7ใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1785 ที่จะต้องเวนคืนมาจำนวนเดียวกันโดยมิได้แบ่งแยกว่าแต่ละคนมีสิทธิได้เงินจำนวนเท่าใด อันเป็นการใช้สิทธิร่วมกันมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัว จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลรวมกันสำหรับการฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1785 ในอัตราสูงสุดไม่เกินศาลละ 200,000 บาท โดยในศาลชั้นต้นโจทก์ที่ 1 ที่ 2ที่ 4 และที่ 7 ขอเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้ในส่วนที่จะต้องเวนคืนเพิ่มขึ้น 11,520,000 บาท จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลอัตราสูงสุด200,000 บาท

ส่วนในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโจทก์ที่ 1 ที่ 2ที่ 4 และที่ 7 ขอเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้ในส่วนที่จะต้องเวนคืนเพิ่มเพียง 3,840,000 บาท กับค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ในที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสี่แปลงเนื้อที่ 1,968 ตารางวา โดยในชั้นอุทธรณ์ขอจำนวน 12,000,000 บาทเมื่อเฉลี่ยแล้วเท่ากับขอค่าทดแทนความเสียหายในส่วนนี้สำหรับที่ดินแปลงนี้เป็นเงิน 780,487.79 บาท ในชั้นฎีกาขอจำนวน9,000,000 บาท เมื่อเฉลี่ยแล้วเท่ากับขอค่าทดแทนความเสียหายในส่วนนี้สำหรับที่ดินแปลงนี้ 585,365.84 บาท รวมแล้วทุนทรัพย์ในกรณีที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 ฟ้องเรียกค่าทดแทนสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1785 ในชั้นอุทธรณ์เป็นจำนวน 4,620,487.79บาท

ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 115,512 บาท และในชั้นฎีกาเป็นจำนวน 4,425,365.84 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 110,634 บาทและในทำนองเดียวกันโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1787, 1801 และ 1802 ขอเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสามแปลงเพิ่มขึ้นในแต่ละชั้นศาลรวมกันเกินกว่า 8,000,000 บาทจึงต้องร่วมกันเสียค่าขึ้นศาลสำหรับการฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1787, 1801 และ 1802 ในอัตราสูงสุดทุกชั้นศาลคือศาลละ 200,000 บาท เนื่องจากมีการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลเกินกว่าที่ฝ่ายโจทก์จะต้องเสียดังกล่าว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลในส่วนที่เรียกเก็บเกินให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนเสียเกินมา"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลสำหรับการฟ้องขอค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1785 ให้แก่โจทก์ที่ 1ที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 ในส่วนที่เสียรวมกันทั้งสามศาลแล้วเกินกว่า426,146 บาท (200,000+115,512+110,634) ตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนเสียเกินมา และให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลสำหรับการฟ้องขอค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1787, 1801 และ 1802 ให้แก่โจทก์ที่ 1ถึงที่ 6 ในส่วนที่เสียรวมกันทั้งสามศาลแล้วเกินกว่า 600,000 บาทตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนเสียเกินมา

Matter details

Panel of judges
สุรินทร์ นาควิเชียร · อุดม มั่งมีดี · กนก พรรณรักษา
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8156/2544

ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนทำให้ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนเป็นที่ดินผืนใหญ่กว่า 20 ไร่ และ 50 ไร่สามารถใช้ประโยชน์แยกเป็นเอกเทศต่างหากจากกันได้ แต่ละส่วนมีด้านหนึ่งกว้างปร…

Supreme Court Judgment No. 1148/2541

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนที่ดิน ได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินพิพาทจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ตารางวาละ 35,000 บาท เป็นตารางวาละ 63,000 บาท เมื่อรัฐ…

Supreme Court Judgment No. 9885/2539

ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 3 กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องกรมทางหลวงและอธิบดีเพื่…

Supreme Court Judgment No. 4300/2567

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมใน…

Supreme Court Judgment No. 1048/2562

แม้ฟ้องโจทก์ระบุชื่อโจทก์ว่า ฉ. ที่ถึงแก่ความตายไปแล้วซึ่งไม่มีสภาพบุคคล ที่ถูกต้องระบุชื่อคู่ความว่า ล. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฉ. โจทก์ก็ตาม แต่การบรรยายฟ้องเมื่ออ่านแล้วเป็นที่เห็นได้ว่า ล. ในฐานะผู…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up