Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2707/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะจำเลยกระทำผิดและคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์ในการพิจารณาอยู่บ้าง แต่จำเลยฆ่า อ. เพื่อชิงทรัพย์แล้ว ยังใช้ค้อนทุบตีเด็กชายอายุเพียง 2 ขวบ ซึ่งไร้เดียงสาไม่อาจกระทำการเป็นปฏิปักษ์เนื่องในการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด จนตายไปด้วยแสดงให้เห็นจิตใจอันเหี้ยมโหดหินชาติผิดมนุษย์ของจำเลยไม่สมควรลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลย ให้ประหารชีวิต

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2525 เวลากลางวันจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งซึ่งหลบหนี ได้บังอาจร่วมกันลักเอาสร้อยคอนากหนัก 1 สลึงจำนวน 1 เส้น ราคา 1,200 บาท เงินสด 400 บาทของนางอำนวย บุญเดชไปโดยจำเลยกับพวกได้ใช้ค้อนและไม้ท่อนเป็นอาวุธตีทำร้ายนางอำนวย บุญเดช และเด็กชายนิรัตน์ บุญเดช หลายที โดยมีเจตนาฆ่า ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การชิงทรัพย์หรือปกปิดความผิดเป็นเหตุให้นางอำนวยและเด็กชายนิรัตน์ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลดงประคำ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก วันเดียวกันเจ้าพนักงานพบค้อนและไม้ที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำผิดและหมวก 1 ใบของจำเลยตกในที่เกิดเหตุ จึงยึดไว้เป็นของกลาง

ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมสร้อยคอนากของผู้ตายเป็นของกลาง ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 339, 83, 33 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14 ริบไม้และค้อน คืนสร้อยคอนากของกลาง และให้จำเลยใช้เงิน 400 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามฟ้องพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339, 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14 ให้ลงโทษตามมาตรา 339 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลย

ริบไม้และค้อนของกลางคืนสร้อยของกลางและชดใช้เงิน 400 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2525 เวลา 11 นาฬิกา นายกาหลง บุญเดช กับนางสุดใจ ภริยา กลับจากตัดฟืนเผาถ่านจะมาแวะที่บ้านนายพัด บุญเดช น้องชาย เพื่อพักร้อนและขอดื่มน้ำ ก่อนจะถึงบ้านนายพัดประมาณ 1 เส้น เห็นนายวิชัย บัวระวงศ์ จำเลยเดินลุกลี้ลุกลนลงจากบ้านนายพัดและเห็นชายอีกคนหนึ่งเดินล่วงหน้าไปก่อน ทั้งสองคนเดินโฉมหน้าไปทางเขาชำกระโดน เมื่อนายกาหลงกับภริยาแวะเข้าไปใต้ถุนบ้านเห็นรอยเลือดไหลลงมาและได้ยินเสียงเหมือนคนกรน จึงวิ่งขึ้นไปดู

เห็นนางอำนวยและเด็กชายนิรัตน์ ภริยาและบุตรของนายพัดถูกทุบตีมีเลือดไหล นางอำนวยยังไม่สิ้นใจ แต่พูดไม่ได้แล้ว ส่วนเด็กชายนิรัตน์ตายแล้ว นางสุดใจวิ่งไปตามคนมาช่วยนายกาหลงไปแจ้งความนายเสาร์ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรตำบลห้องโพรง จ่าสิบตำรวจบรรจง นาคแจ่มกับพวกไปดูที่เกิดเหตุ พบผู้ตายทั้งสองถูกตีที่ใบหน้า ใกล้ ๆ ผู้ตายมีท่อนไม้และด้ามค้อนเปื้อนเลือด และพบหมวก 1 ใบ จ่าสิบตำรวจบรรจงทราบจากชาวบ้านว่า หมวกดังกล่าวเป็นของจำเลย และในวันนั้นเองเวลาประมาณ 11 นาฬิกาเศษ นายบุญรอดหรืออด ทุ้ยตา เก็บถ่านอยู่ที่เชิงเขาชำกระโดน เห็นจำเลยกับนายร่อนพี่ชายเดินผ่านมา พอห่างประมาณ 10 วา เห็นจำเลยไปล้างมือและล้างกางเกงที่บ่อน้ำ

ส่วนนายร่อนไปนั่งที่ขอนไม้นายบุญรอดหรือออดเข้าไปถามนายร่อนว่าไปไหน นายร่อนว่าจะไปทำไร่ หลังจากนั้นนายบุญรอดหรือออดนั่งรถยนต์นายทุ้ยกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านนายพัดเห็นมีคนมุงดูอยู่จึงเข้าไปดู นายเสาร์ผู้ใหญ่บ้านจึงให้นายบุญรอดหรือออดไปตามนายพัดซึ่งไปหาถ่านไม้ที่ป่ากลับบ้าน นายพัดตรวจดูแล้วพบว่าสร้อยคอนากหนัก 2 สลึง ราคา 1,200 บาท กับเงินสด 400 บาท หายไป ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 พันตำรวจตรีชุบ ธรรมพิทักษ์ กับพวกไปจับกุมจำเลยได้ จำเลยรับสารภาพปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพและพาพนักงานสอบสวนกับพวกไปเอาสร้อยนากของกลางที่จำเลยซ่อนไว้ใต้พระพุทธรูปในบ้านจำเลย ปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 และภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.11 จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับญาติ4 คนไปเลื่อยไม้อยู่ที่เชิงเขา ที่จำเลยรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเพราะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมและขู่จะฆ่าพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ทั้งจำเลยก็เป็นคนอยู่หมู่บ้านเดียวกันกับผู้ตายและนายกาหลงกับนางสุดใจ บุญเดช พยานโจทก์ส่วนนายบุญรอดหรือออด ทุ้ยตา แม้จะอยู่คนละตำบลกับจำเลย แต่ก็รู้จักจำเลยดี ที่นายกาหลงและนางสุดใจเบิกความว่าขณะเดินอยู่ห่างบ้านผู้ตายประมาณ 1 เส้น เห็นจำเลยเดินลงจากบ้านผู้ตาย จึงน่าเชื่อว่าเป็นความจริงหลังจากนั้นเมื่อจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งเดินไปถึงเชิงเขาชำกระโดนนายบุญรอดหรือออด ทุ้ยตา ก็เห็นจำเลยเดินมาจากทางบ้านผู้ตาย และเห็นจำเลยไปล้างมือและล้างกางเกงที่บ่อน้ำเป็นพิรุธอยู่ พยานโจทก์ทั้งสามปากนี้แม้จะไม่เห็นจำเลยในขณะทำร้ายผู้ตายทั้งสองก็ตาม แต่ก็เห็นจำเลยลงจากบ้านผู้ตายในเวลาใกล้เคียงกับผู้ตายทั้งสองถูกทำร้าย

กล่าวคือพอจำเลยคล้อยหลังไปจากบ้านผู้ตาย นายกาหลงกับนางสุดใจก็ขึ้นไปพบนางอำนวยและเด็กชายนิรัตน์ถูกทำร้ายอยู่บนบ้าน นางอำนวยยังไม่ตายแต่พูดไม่ได้แล้ว พฤติการณ์เช่นนี้ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจได้สร้อยคอนากของผู้ตายจากจำเลยหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน และจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้สร้อยคอนากของกลางมาโดยชอบอย่างไร ข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ตีทำร้ายผู้ตายทั้งสองและชิงเอาสร้อยคอนากกับเงินสดไปจริงที่จำเลยฎีกาว่านายกาหลงเบิกความแตกต่างกับนางสุดใจ โดยนายกาหลงเบิกความว่า วันเกิดเหตุขึ้นไปบนบ้านเห็นผู้ตายทั้งสองนอนตายอยู่ใกล้กันจึงเดินลงมาจากบ้าน เห็นจำเลยเดินอยู่ห่างจากบ้าน 2 เส้นส่วนนางสุดใจเบิกความว่าเห็นจำเลยเดินลงมาจากบ้านผู้ตายแล้วจึงขึ้นไปบนบ้านผู้ตายกับนายกาหลงนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายกาหลงเบิกความยืนยันตรงกับคำเบิกความของนางสุดใจว่า

เห็นจำเลยเดินลงจากบ้านผู้ตายแล้ว และเห็นรอยเลือดไหลลงจากกระดานใต้ถุนบ้านพร้อมกับได้ยินเสียงเหมือนคนนอนกรนจึงขึ้นไปบนบ้านและเห็นนางอำนวยกับเด็กชายนิรัตน์นอนอยู่ มีบาดแผลถูกทุบตีทั้งสองคน ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นอนึ่ง พยานโจทก์ที่เห็นจำเลยในวันเกิดเหตุทั้งสามปากต่างรู้จักจำเลยดี ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลย จึงไม่มีเหตุผลที่พยานโจทก์ดังกล่าวจะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังพยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้จำเลยฎีกาขอลดหย่อนผ่อนโทษหากฟังว่าจำเลยกระทำผิดจริงเพราะได้ให้การรับสารภาพ

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะจำเลยกระทำผิด และคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำของจำเลยแล้ว เห็นว่า นอกจากจำเลยฆ่านางอำนวยเพื่อชิงทรัพย์แล้ว จำเลยยังฆ่าเด็กชายนิรัตน์อายุเพียง 2 ขวบ ซึ่งเป็นเด็กไร้เดียงสา และไม่อาจกระทำการเป็นปฏิปักษ์หรือเป็นพิษเป็นภัยต่อจำเลย เนื่องในการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด จำเลยยังโหดร้ายใช้ค้อนทุบตีเด็กชายนิรัตน์จนถึงแก่ความตายไปด้วย แสดงให้เห็นถึงจิตใจอันเหี้ยมโหดหินชาติผิดมนุษย์ของจำเลย จึงไม่สมควรลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
พิชัย วุฒิจำนงค์ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

Supreme Court Judgment No. 5873/2567

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่…

Supreme Court Judgment No. 5/2566

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีพ้นจากตำแหน่ง…

Supreme Court Judgment No. 228/2566

ศาลนำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อชำระหนี้ตามเช็คให้…

Supreme Court Judgment No. 3228/2563

ป.อ. มาตรา 78 เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่ จำเลยทั้งสองย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up