Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 267/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

วัตถุประสงค์ของสหภาพแรงงานนอกจากเพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกแล้ว ยังต้องส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกันด้วย การที่สหภาพแรงงานธนาคาร ก. และสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคาร ก. ทำบันทึกข้อตกลงกับธนาคารจำเลยที่ 1 ก็เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างกับพนักงานลูกจ้าง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประสบภาวะขาดทุน การผ่อนปรน การจ่ายเงินโบนัสเป็นการชั่วคราวอาจจะช่วยพยุงฐานะทางการเงินและอาจเป็นผลให้จำเลยที่ 1สามารถแก้ไขสถานการณ์ในการประกอบกิจการของตนได้ ซึ่งหากผลประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 มีกำไร จำเลยที่ 1 ก็สามารถจ่ายเงินโบนัสตามปกติได้ และการที่มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษนั้นถือได้ว่าเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกด้วยอันเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะยกเลิกสิทธิการได้เงินโบนัสเพียงชั่วคราวเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อได้รับมติของที่ประชุมใหญ่สหภาพแรงงานทั้งสองจึงสามารถทำข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบด้วยกฎหมายข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคาร ก. จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายโบนัสในช่วงเวลาที่ระบุไว้ในข้อตกลงให้แก่โจทก์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเงินโบนัสเป็นค่าจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ตกเป็นโมฆะและให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส254,980 บาท แก่โจทก์ ให้ยกเลิกคำสั่งที่ วน. 005/2543 เรื่อง เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 1จ่ายค่าชดเชย 231,800 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,180 บาท ค่าเสียหาย 10,237,880.40 บาท แก่โจทก์ และพิพากษาว่าข้อกำหนดเงื่อนไขการไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบเป็นโมฆะ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบแก่โจทก์เป็นเงิน 67,697.99 บาทจำเลยทั้งสองให้การว่า

โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุกระทำความผิดอันถือเป็นการถูกไล่ออกหรือให้ออกตามความในข้อ 10.6 (2) ของข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทมหาชนจำกัด ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว พ.ศ. 2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด นอกจากนี้ที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าเงินโบนัสเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ข้อตกลงเรื่องเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 เป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งที่ วน. 005/2543 ซึ่งจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตลอดจนให้พิพากษาว่าเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะ คำขอของโจทก์ดังกล่าวไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนหรือให้อำนาจฟ้องในลักษณะดังกล่าวได้

ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารของจำเลยที่ 1 สาขาสกลนคร ทำหน้าที่อนุมัติและตรวจสอบบัญชีของสาขาควบคุมและอนุมัติค่าใช้จ่ายภายในสาขา โจทก์ได้เบิกเงินค่าเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและค่าเครื่องเขียนแบบพิมพ์แล้วนำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งการเลิกจ้างดังกล่าวไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนเงินโบนัสประจำปี2541 และปี 2542 นั้น แม้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี 2536 จำเลยที่ 1จะต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานทุกคนเป็นเงิน 5.5 เท่าของเงินเดือนก็ตาม แต่ในปี2541 และปี 2542 จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทย

ได้ทำบันทึกตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี 2536 ให้แก่พนักงานเนื่องจากจำเลยที่ 1 ประสบภาวะการขาดทุน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ค้างจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ สำหรับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบนั้นเนื่องจากโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เพราะเหตุถูกไล่ออกหรือให้ออก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ ข้อ 4ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ค้างจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 แก่โจทก์หรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีผลกำไรจากการประกอบกิจการจึงไม่อาจจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานได้ ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าเฉพาะปี 2541 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานทุกคน แต่จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ(เฉพาะคราว) เป็นเงิน 2 เท่าของเงินเดือนโดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 1 เท่าของเงินเดือนในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม 2541 และจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินเพิ่มเติมให้แก่พนักงานทุกคนคนละ 4,000 บาท ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 แต่ถ้าหากในงวดบัญชีหลังของปี 2541 ผลประกอบการของจำเลยที่ 1 มีกำไร

จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินโบนัสสำหรับงวดบัญชีดังกล่าวให้แก่พนักงานในอัตรา 2.75 เท่าของเงินเดือนและยกเลิกการจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ (เฉพาะคราว) รายละเอียดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.6 (จล.6) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 และ 27 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงอีก 2 ฉบับ ความว่า เฉพาะปี 2542 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานทุกคน แต่จำเลยที่ 1 ตกลงจะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษแทน ตามบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 อ้างร่วมกันเอกสารหมาย จล.8 และจล.9 เห็นว่า วัตถุประสงค์ของสหภาพแรงงานนั้นนอกจากเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์และคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกแล้ว

สหภาพแรงงานยังมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกันอีกด้วย การที่สหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.6 (จล.5)และ จล.8 กับ จล.9 กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นนั้นก็เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างกับพนักงานลูกจ้างเนื่องจากในขณะนั้นจำเลยที่ 1กำลังประสบภาวะการขาดทุน การผ่อนปรนการจ่ายเงินโบนัสประจำปีเป็นการชั่วคราวอาจจะช่วยพยุงฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 และอาจเป็นผลให้จำเลยที่ 1 สามารถแก้ไขสถานการณ์ในการประกอบกิจการของตนได้ ซึ่งหากผลประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 มีกำไร

จำเลยที่ 1 ก็สามารถที่จะจ่ายเงินโบนัสประจำปีตามปกติได้ และการที่มีข้อตกลงบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษนั้นถือได้ว่าเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกด้วย ทั้งข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงยกเลิกสิทธิการได้รับเงินโบนัสประจำปีตามข้อตกลงร่วมประจำปี 2536เพียงชั่วคราวเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อได้รับมติของที่ประชุมใหญ่สหภาพแรงงานทั้งสองจึงสามารถทำข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.6 (จล.5) และ จล.8 กับ จล.9ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี2541 และปี 2542 ให้แก่โจทก์มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 5 ของโจทก์ว่า

จำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12) ข้อ 4.3 (3) จะระบุไว้ว่า สมาชิกกองทุนมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ ผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสะสมและเงินสมทบตามที่ได้กำหนดไว้ตามข้อบังคับก็ตาม แต่ข้อบังคับดังกล่าวในหมวด 10 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกองทุนไว้ในข้อ 10.6 ความว่า สมาชิกของจำเลยที่ 2 จะมีสิทธิได้รับเงินสะสมเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสะสมกับผลประโยชน์ของเงินสมทบเมื่อพ้นจากสภาพการเป็นสมาชิก เว้นแต่การพ้นสภาพการเป็นสมาชิกเพราะถูกไล่ออกหรือให้ออกก็จะไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ

การที่จำเลยที่ 2ออกข้อบังคับดังกล่าวย่อมมีอำนาจทำได้มิใช่เป็นการออกข้อบังคับซึ่งขัดแย้งหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อีกทั้งข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 แต่อย่างใดจึงเป็นข้อบังคับที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้นเป็นการเลิกจ้างในกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์พ้นสภาพการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เพราะถูกไล่ออกจากงานตามระเบียบว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2520 ข้อ 31จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ปัญญา สุทธิบดี · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2622/2538

โจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานโดยไม่มีมติของที่ประชุมใหญ่ แม้การฟ้องคดีเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการจัดการและดำเนินการเพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์ตามมาตรา 98 (2) แห่งพ.ร.บ.แร…

Supreme Court Judgment No. 3680/2567

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไน ว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะ…

Supreme Court Judgment No. 1875/2566

แม้คดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากโจทก์ได้ดังฟ้องของจำเลยเพียงใดหรือไม่ แ…

Supreme Court Judgment No. 1307/2566

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 แต่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำนิยามความหมายของคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ว่า กระท…

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 663646)

โจทก์ระบุว่าการกระทำของจำเลยร่วมเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยข้อบังคับการทำงาน พ.ศ.2552 ข้อ 22 (1) (2) (3) เมื่อโจทก์ระบุว่าจำเลยร่วมกร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up