Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2578/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เวลาส่วนใหญ่ที่โจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานเป็นระหว่างเวลา 11 นาฬิกาเศษและ 13 นาฬิกา และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยให้พนักงานหยุดพักได้วันละ 1 ชั่วโมง ระหว่างเวลา 11.30-13.30 นาฬิกาตามแต่ผู้บังคับบัญชาจะเห็นสมควรโจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเมื่อพิจารณาประกอบกับวินัยพนักงานที่เกี่ยวกับการละทิ้งหน้าที่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ซึ่งระบุว่า"พนักงานต้องไม่ละทิ้งหน้าที่ของตนหรือขาดงานหรือไม่ปฏิบัติงานเป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร" แล้ว โจทก์จึงหาได้กระทำผิดวินัยพนักงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในข้อดังกล่าวไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีก่อน โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและมีคำขอบังคับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายรวมทั้งเงินสะสมด้วย ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวกับข้อหาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวกับเงินสะสมแต่อย่างใด โจทก์มาฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและมีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย รวมทั้งเงินสะสมด้วย คำฟ้องในส่วนของเงินสะสมคดีนี้จึงอาศัยเหตุเลิกจ้างคนละคราวกับคดีก่อนและยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดที่ศาลได้วินิจฉัยไว้โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้างแม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลและรูปคดีย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง การนับอายุงานจึงต้องนับต่อเนื่องจากอายุงานเดิมมิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ไม่อยู่ที่โต๊ะทำงานย่อมถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งการงานไปเสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 583 ป.วิ.พ. Section 148 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเข้าทำงานตั้งแต่วันที่15 กรกฎาคม 2517 ปี 2533 จำเลยเลิกจ้างโจทก์

โจทก์ฟ้องศาลแรงงานกลางให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโจทก์กลับเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม2534 วันที่ 11 ตุลาคม 2534 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบวินัยของจำเลยด้วยการละทิ้งหน้าที่ ซึ่งโจทก์มิได้กระทำตามที่กล่าวหา จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินสะสม เงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมรวมเป็นเงิน 6,170,936.91 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้จำเลยชำระภาษีเงินได้แทนโจทก์ ให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานให้โจทก์จำเลยให้การว่า ระหว่างวันที่ 9 มีนาคม 2533 ถึงวันที่ 2พฤษภาคม 2534 โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยโดยจำเลยเลิกจ้างแล้ว

ศาลแรงงานกลางมิได้พิพากษาว่า การที่โจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยนั้นมิให้ถือเป็นการเลิกจ้างเสมือนไม่มีความผิดแต่อย่างใด อีกทั้งมิได้ระบุให้จำเลยรับกลับเข้าทำงานเสมือนมิได้ถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่อาจนำระยะเวลาช่วงดังกล่าวมานับต่อจากช่วงเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2538 ในระหว่างเวลาทำงานโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นประจำ จำเลยตักเตือนด้วยวาจา โจทก์ทำผิดซ้ำอีกจึงตักเตือนเป็นหนังสือโจทก์ยังทำผิดซ้ำคำเตือน เป็นการกระทำผิดระเบียบวินัยข้อบังคับของจำเลยโจทก์ขัดขืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินสะสมเป็นฟ้องซ้ำโจทก์กลับเข้าทำงานได้ไม่ครบหนึ่งปีไม่มีสิทธิลาพักผ่อน

เงินบำเหน็จนั้นจำเลยออกระเบียบข้อบังคับเปลี่ยนแปลงระบบเงินสะสมมาเป็นระบบบำเหน็จ เมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องและจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบชำระภาษีแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน45,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 12,667 บาทเงินสะสมเป็นเงิน 75,868 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 3,546.66 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างเป็นเงิน125,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่าเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ได้ละทิ้งหน้าที่หลายครั้งตามเอกสารหมาย

ล.22 จำเลยจึงมีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2517 โจทก์ถูกเลิกจ้างครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2533 โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย ฝ่ายการพนักงาน และเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2534 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ละทิ้งหน้าที่ตามรายงานลับของนายประพันธ์ สวนอุดมสุขซึ่งกล่าวว่าโจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงาน ที่โต๊ะทำงานแต่ปรากฏจากรายงานลับของนายประพันธ์ สวนอุดมสุข เอกสารหมาย ล.22 ว่าเวลาส่วนใหญ่ที่โจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานนั้นเป็นระหว่างเวลา 11นาฬิกาเศษ และ 13 นาฬิกา เช่น ในรายงานฉบับสุดท้าย ซึ่งเป็นรายงานในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2534 มีรายการว่าวันที่ 1 สิงหาคม 2534 11.15-11.45 น.วันที่ 28 สิงหาคม 2534 15.50-16.15 น.วันที่ 29 สิงหาคม 2534 13.50-15.40 น.วันที่ 2 กันยายน 2534 11.50-13.00 น.วันที่ 12 กันยายน 2534 11.45-13.00 น.และ 16.00-16.25 น.วันที่ 18 กันยายน 2534 11.55-13.00 น.วันที่ 20 กันยายน 2534 16.05-16.20 น.วันที่ 25 กันยายน 2534 11.25-13.00 น.วันที่ 30 กันยายน 2534 11.40-13.00 น.และปรากฏตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย

ล.13ข้อ 1.5 ว่า "ให้พนักงานหยุดพักได้วันละ 1 ชั่วโมง ระหว่างเวลา11.30 -13.30 น. ตามแต่ผู้บังคับบัญชาจะเห็นสมควร" ดังนั้น การที่โจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานตามรายงานลับเอกสารหมาย ล.22จึงเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับวินัยพนักงานที่เกี่ยวกับการละทิ้งหน้าที่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.13 ข้อ 5.1.11 ซึ่งระบุว่า "พนักงานต้องไม่ละทิ้งหน้าที่ของตน หรือขาดงาน หรือไม่ปฏิบัติงานเป็นเวลา 3วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร" แล้ว เห็นได้ว่าโจทก์หาได้กระทำผิดวินัยพนักงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในข้อดังกล่าวไม่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุเพียงเท่าที่ปรากฏในเอกสารหมาย

ล.22 ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า คำฟ้องในส่วนของเงินสะสมเป็นฟ้องซ้ำนั้นเห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 1087/2534 ของศาลแรงงานกลางนั้น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2533 โดยไม่เป็นธรรมและมีคำขอบังคับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากศาลเห็นว่า โจทก์ไม่อาจทำงานร่วมกับจำเลยได้ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 5,753,650.50 บาทแทน และให้จำเลยจ่ายเงินต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างรวมทั้งเงินสะสมจำนวน 68,312.24 บาทด้วย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวกับข้อหาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้างโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวกับเงินสะสมแต่อย่างใด โจทก์มาฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 11ตุลาคม 2534 โดยไม่เป็นธรรม และมีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายและจ่ายเงินต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างรวมทั้งเงินสะสมจำนวน125,274.33 บาท ด้วย ดังนั้น คำฟ้องในส่วนของเงินสะสมคดีนี้จึงอาศัยเหตุเลิกจ้างคนละคราวกับคดีก่อน และยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ที่ศาลได้วินิจฉัยไว้โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นสำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางซึ่งมิได้พิพากษาให้โจทก์มีอายุงานต่อเนื่อง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 11 ตุลาคม 2534 โจทก์จึงทำงานกับจำเลยไม่ครบ 1 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 30 วันและไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีและเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วยจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้านั้นเห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2517 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 9 มีนาคม 2533 โจทก์นำคดีไปสู่ศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง คำขออื่นให้ยก คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวแม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลและรูปคดีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานดังกล่าว ย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง การนับอายุงานจึงต้องนับต่อเนื่องจากอายุงานเดิม มิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่ หลังจากที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานดังที่จำเลยอ้าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นเงิน 45,600 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 3,546.66 บาทนั้นชอบแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ไม่อยู่ที่โต๊ะทำงาน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งการงานไปเสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

Matter details

Panel of judges
สวรรค์ ศักดารักษ์ · ชลิต ประไพศาล · ธวัชชัย พิทักษ์ผล
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1907/2546

คดีแรกโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้พักงานโจทก์และขอให้จ่ายค่าจ้างซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในขณะที่โจทก์ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่มูลคดีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้สืบเนื่องม…

Supreme Court Judgment No. 2512/2545

คำว่า สุจริต ในป.พ.พ. มาตรา 583 มิได้หมายความว่าโจทก์จะต้องกระทำการโดยไม่ทุจริต แต่กรณีนี้มีความหมายว่า โจทก์ทราบถึงเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างแล้ว แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติหน้…

Supreme Court Judgment No. 7200/2543

คดีเดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือมิฉะนั้นให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินอื่น ๆ เนื่องจากการเลิกจ้างโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่…

Supreme Court Judgment No. 3507/2541

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนมิได้ เป็นไปโดยรอบคอบเป็นเหตุให้จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจาก การเป็นลูกจ้างของจำเลย การเลิกจ้างที่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ก่อน เป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่…

Supreme Court Judgment No. 4156/2531

คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์คดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up