คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ก. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2518 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยใช้เรือยนต์เป็นยานพาหนะและใช้อาวุธปืนที่ติดตัวขู่เข็ญปล้นทรัพย์นายแดงข. ตามวันเวลาังกล่าวในข้อ ก. หลังจากจำเลยปล้นทรัพย์ดังกล่าวแล้วจำเลยได้ปล้นทรัพย์นายตอแหดค. ตามวันเวลาดังกล่าวในข้อ ก. เมื่อจำเลยปล้นทรัพย์ดังกล่าวในข้อ ข.แล้ว จำเลยได้ปล้นทรัพย์นายหมาดง. ตามวันเวลาดังกล่าวในข้อ ก. เมื่อจำเลยปล้นทรัพย์ดังกล่าวในข้อ ค.แล้ว จำเลยได้ปล้นทรัพย์นายหีม หรือ นิรันต์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 91 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ข้อ 2, 14, 15 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 27,420 บาทแก่เจ้าทรัพย์จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดฐานปล้นนายหมาดนายตอแหด และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานชิงทรัพย์นายหีมด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 339 วรรคสอง ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ข้อ 14, 15 แต่การกระทำของจำเลยต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวกัน จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 18 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่เจ้าทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถึงแม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยร่วมกันปล้นทรัพย์นายแดง แล้วจึงไปปล้นทรัพย์ของนายหมาดทีหลัง แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยปล้นทรัพย์นายหมาดก่อน แล้วจึงไปปล้นนายแดง ซึ่งทำให้ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความต่างกับฟ้องบ้างก็ตาม แต่คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในเรื่องจำเลยปล้นทรัพย์ผู้เสียหายก่อนหรือหลังในคดีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นคนร้ายปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายในคืนเดียวกันหลายรายด้วยกัน
ย่อมไม่เป็นสารสำคัญของคำฟ้องเป็นแต่เพียงรายละเอียดเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น และเมื่อจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามสารสำคัญของคำฟ้องแล้ว ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยและบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น