Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2520/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เงินภาษีและเงินเพิ่มที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยไว้ในอุทธรณ์ฉบับแรก แม้เจ้าพนักงานประเมินจะได้มีคำสั่งแจ้งการประเมินเพิ่มเติมอีก ก็หาใช่เป็นผลจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่างหาก แต่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่มีคำสั่งไปตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับแรกนั้นเอง เมื่อโจทก์ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับแรกในคดีก่อนและคดีอยู่ระหว่างพิจารณา การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับหลังซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แม้คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะเป็นคนละคำสั่ง ฟ้องโจทก์ก็เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173.

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 142 ป.วิ.พ. Section 173 ป.รัษฎากร Section 30 ป.รัษฎากร Section 31 ป.รัษฎากร Section 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยอ้างว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินออกแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มเกี่ยวกับภาษีเดิมที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว ให้ไปเสียเพิ่มและยังได้เรียกเงินเพิ่มจากโจทก์อีกโดยไม่มีการออกหมายเรียกหรือให้โจทก์ชี้แจงส่งหลักฐานเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติม เพราะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิใช่เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่มีอำนาจประเมินภาษีตามกฎหมายคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะยกเรื่องนี้ขึ้นประเมินเองในประเด็นใหม่นอกเหนือไปจากรายการที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บไว้เดิมแล้วไม่ได้ คำสั่งให้เสียภาษีเพิ่มเติมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยให้การว่า คำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วเพราะเป็นการออกคำสั่งให้โจทก์เสียภาษีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการประเมินภาษีที่ได้ออกหมายเรียกและให้โอกาสโจทก์ชี้แจงแล้ว เป็นการวินิจฉัยในประเด็นเดิมที่เจ้าพนักงานประเมินได้วินิจฉัยและโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งไว้แล้ว หาใช่เป็นเรื่องยกประเด็นใหม่ขึ้นวินิจฉัยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ส่วนนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยไว้แล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ 3793/2525 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าในประเด็นข้อที่ว่าการประเมินเรียกเก็บภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นโจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3793/2525 และคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณา โจทก์มาฟ้องจำเลยอีกจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 (1) และเห็นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยให้เจ้าพนักงานประเมินดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ 3793/2525 ของศาลแพ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ต.2/1037/2/03304 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภส.7 เลขที่ 206/2524 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสั่งให้โจทก์ใช้เงินภาษี และเงินเพิ่ม 1,729,406.15 บาทไปชำระ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ต.6/1037/2/03888 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภส.7 เลขที่ 240/2525 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสั่งให้โจทก์ใช้เงินภาษีและเงินเพิ่มจำนวน78,210 บาท 44 สตางค์ ประเด็นที่จะวินิจฉัยในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่ 3793/2525 ของศาลแพ่ง ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน และวินิจฉัยว่าแบบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ ต.6/1037/2/03888 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภส.7 เลขที่ 240/2525 เกี่ยวกับเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม 78,210 บาท 44 สตางค์ ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาในเบื้องแรกว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 3793/2525 ของศาลแพ่งหรือไม่ ปัญหานี้แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ และเห็นว่าคดีก่อนโจทก์ในคดีนี้ได้เป้นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลย อ้างว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยได้ทำการตรวจสอบพบว่าโจทก์ได้นำรายจ่ายที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (9) (13) และ (19) แห่งประมวลรัษฎากร มาถือเป้นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ จึงได้ทำการปรับปรุงกำไรสุทธิแล้วมีคำสั่งให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม

รวมทั้งเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 1,801,315.32 บาท ปรากฏตามแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มที่ ต.2/1037/2/0334 ลงวันที่30 พฤษภาคม 2523 และต่อมาเมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้ลดเงินเพิ่มลง 150,109.61 บาท และให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมจากคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน รวมเงินเพิ่มเป็นเงิน 78,210.44บาท รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 1,729,416.15 บาทไม่ชอบ โจทก์จึงขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสั่งให้โจทก์นำเงินภาษีและเงินเพิ่ม 1,729,416.15 บาทไปชำระ เงินภาษีและเงินเพิ่มที่โจทก์ขอให้เพิกถอนในคดีก่อนนั้น เฉพาะส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมจากคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีรายจ่ายค่าธรรมเนียมบริหารงาน ซึ่งต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตาม มาตรา 65 ตรี(19)

แห่งประมวลรัษฏากรเป็นเงินทั้งสิ้น 3,798,100 บาท แต่เจ้าพนักงานประเมินคิดรายจ่ายรายการนี้คลาดเคลื่อนต่ำไป300,000 บาท จึงพิจารณาปรับปรุงภาษีใหม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมจากคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินรวมเงินเพิ่มเป็นเงิน 78,210.44 บาทนี้ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ออกแบบคำสั่ง ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มที่ ต.6/1037/2/03888 ลงวันที่ 26 มกราคม 2525 และแจ้งการประเมินไปยังโจทก์อีกต่างหาก โจทก์จึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ 240/2525 ลงวันที่ 17 กันยายน 2525ว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ต.6/1037/2/03888 ลงวันที่26 มกราคม 2525 ชอบแล้ว

โจทก์จึงด้ฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยในคดีนี้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสั่งให้โจทก์ชำระเงินภาษีและเงินเพิ่ม78,210.44 บาท จำเเป็นได้ว่าเงินภาษีและเงินเพิ่มจำนวน78,210.44 บาทนี้ ก็คือเงินภาษีและเงินเพิ่มส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยได้ ตามคำวินิจฉัยภ.ส. 7 เลขที่ 206/2525 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2524 แล้วและโจทก์ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยในคดีก่อนนั้นเอง แม้เจ้าพนักงานประเมินจะได้มีคำสั่งแจ้งการประเมินเพิ่มเติมอีกตามคำสั่งที่ ต.6/1037/2/03888 ลงวันที่ 26 มกราคม 2524 และโจทก์อ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยฉบับหลังก็ตาม ก็หาใช่เป็นผลจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่างหากแต่ประการใด แต่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่มีคำสั่งไปตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับแรกนั้นเอง

ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มจำนวน 78,210.44 บาท และคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอยู่แล้ว โจทก์กลับมาฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยในเรื่องเดียวกันนี้อีก แม้คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคนละคำสั่งดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม ฟ้องโจทก์ก็เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเพียงวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักกานประเมินชอบหรือไม่เท่านั้นไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมโดยให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล

มีคำสั่งถึงโจทก์ที่ต.6/1037/2/03888 ลงวันที่ 26 มกราคม 2525 ให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมเป็นเงิน 78,210 บาท 44 สตางค์นั้น เมื่อฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนเสียแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์ผู้อุทธรณ์เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้นตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรรวมทั้งประเด็นที่ว่า รายจ่ายค่าธรรมเนียมในการบริหารเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (19) หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1038/2541

ป.รัษฎากรได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินกับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ต่างหากจากกัน โดยเริ่มแรกหากเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องตรงความเป็นจร…

Supreme Court Judgment No. 1600/2529

รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงินไม่มีชื่อผู้รับเงินมีแต่ใบสำคัญจ่ายแต่มิได้มีพยานหลักฐานนำสืบว่าได้จ่ายเงินไปจริงแม้เป็นจำนวนเงินเล็กน้อยก็จะรับฟังว่าเป็นความจริงหาได้ไม่. คำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวถ…

Supreme Court Judgment No. 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

Supreme Court Judgment No. 1702/2559

เดิม ห. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ห. โดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำให้การและฟ้องแย้งให้ขับไล่ ห. ออกจากที่พิพาท ศาล…

Supreme Court Judgment, B.E. 2557 (ref. 581429)

จำเลยทั้งสองและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ย่อมเป็นการทำละเมิดโจทก์ด้วยกันทุกคน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารทั้งหมดให้ออกไปจากที่ดินได้ ไม่ว่าจะฟ้องรวมมาในคดีเด…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up