คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๒๒, ๒๒๔,๒๒๕,๒๒๗,๒๒๙,๒๓๐,๒๓๑,๑๓๑,๓๑๔,๓๑๙,๖๓,๖๕. จำเลยทั้ง ๒ ให้การปฎิเสธความผิด ศาลมณฑลทหารบกที่ ๕ พิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ผิดฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ยักยอกทรัพย์ ๑๐๓๔ บาท ๕๕ สตางค์ ตาม ก.ม,ลักษณะอาญามาตรา ๑๓๑ ให้จำคุก ๑ ปี จำเลยที่ ๒ ไม่ผิดในคดีนี้คงผิดในคดีแดงที่ ๒๘/๒๔๙๔ ฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา ๓๑๔ จำคุก ๖ เดือน โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลทหารกลางเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ยืนอุทธรณ์เกินกำหนด แม้จะยื่นไม่ทันเพราะเหตุสุดวิสัย ก็จะรับอุทธรณืของจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณาไม่ได้. สำหรับของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้ว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงิน ๑๔๖๔ บาท ๕๕ สตางค์มาตรา ๑๓ จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และผิด ฐานปลอมหนังสือตามมาตรา ๒๓๐ จำคุก ๕ ปี รวมเป็นโทษ ๖ ปี ๖ เดือน กับให้ใช้เงิน ๑๔๒๔ บาท ๕๕ สตางค์ จำเลยที่ ๒ ผิดตามมาตรา ๓๑๔ และ ๒๓๐ จำคุก ๕ ปี ๖ เดือน ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ไม่มั่นคงพอฟังว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำผิด ส่วนในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์เกิน กำหนดไป ๑ วัน เพราะมีเหตุสุดวิสัยศาลทหารกลางวินิจฉัยว่าจะรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาไม่ได้นั้น คดีนี้โจทก์ก็ได้อุทธรณ์ ขึ้นมาด้วย และศาลทหารกลางแก้ให้ลงโทษจำเลยตามอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยจึงฎีกาขึ้นมา เมื่อทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิด ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องเสียได้ ฉะนั้นปัญหาที่ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ จะควรรับไว้พิจารณาได้หรือ ไม่ จึงยังไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย
Result
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ปล่อยตัวจำเลยที่ ๑ ไป./