Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2410/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องจำเลยว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเกินกว่าห้าหมื่นบาท โจทก์ทวงถามรวมสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน จำเลยเพิกเฉย ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ในวันนัดพิจารณาจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องขอเวลาสามเดือนเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากไม่ชำระยอมรับว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังนี้ โจทก์ไม่จำต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อให้ได้ความตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 อีก เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบว่าจำเลยอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด และไม่ปรากฏเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้นำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำนวน43,500 บาท เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด จำนวนเงิน 62,000 บาทมาขายเพื่อแลกเงินสดจากโจทก์ โดยกับโจทก์ ว่า หากโจทก์ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ตามกำหนด จำเลยยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์จนครบถ้วนพร้อมด้วยดอกเบี้ย ต่อมาปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คนั้น โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้นั้นแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทวงถามจำเลยสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ และจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีไปเสียจากเคหสถานที่เคยอยู่ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายจำเลยไม่ยื่นคำให้การในวันนัดพิจารณา

จำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ไม่ติดใจต่อสู่คดี รับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องแย้ง และยังไม่ได้ชำระจริง แต่ขอเวลา 3 เดือน เพื่อหาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่ชำระยอมรับว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัวตามฟ้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดได้ตามกฎหมาย โจทก์แถลงว่าเมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์ก็ไม่ติดใจสืบพยาน เมื่อทั้งสองฝ่ายแถลงไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมหรือฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่ 7 กรกฎาคม 2531 ถึงวันนัดโจทก์มาศาล จำเลยไม่มา โจทก์แถลงว่าจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่แถลงศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ. 2483 มาตรา 14จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในการพิจารณาคดีล้มละลาย ตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้นศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาไว้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้ศาลยกฟ้อง" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาคดีนี้จึงต้องพิจารณาเอาความจริงว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวจำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ตามฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่า

จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยเป็นหนี้โจทก์กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาทเมื่อจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์ทุกประการ รับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและยังไม่ได้ชำระจริง แต่ขอเวลาหาเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และมิได้ชำระให้ถือได้ ว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยเป็นหนี้โจทก์กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นบาท โจทก์ไม่จำต้องนำสืบพยานหลักฐานอย่างใดต่อไปอีก ข้อที่จำเลยอ้างว่า การแถลงรับข้อเท็จจริงในคดีล้มละลายที่ศาลจะรับฟังได้จะต้องเป็นการแถลงรับข้อเท็จจริงหลังจากที่โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบให้สมจริงตามฟ้อง และศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดไปแล้วนั้น

เห็นว่า ไม่มีกฎหมายสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบว่าจำเลยอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดและไม่ปรากฏเหตุ อื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย จึงต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2483 มาตรา 14ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
สมพงษ์ สนธิเณร · สวิน อักขรายุธ · เพ็ง เพ็งนิติ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5478/2553

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมกำหนดไว้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ หนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้รวม 36,130,856.01 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ตกลงร่วมรับผิดใ…

Supreme Court Judgment No. 265/2545

การจะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองสมควรล้มละลายหรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการยื่นฟ้องและคดีนั้นยังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34 ที่บัญญัติว…

Supreme Court Judgment No. 1196/2541

พ.และย. ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้ น. มีอำนาจกระทำการต่าง ๆตามที่ระบุไว้ รวมทั้งมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีล้มละลายทุกศาลแทนโจทก์ได้ ขณะ พ. ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้น พ…

Supreme Court Judgment No. 1217/2540

ข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483มาตรา8(4)ขและ(5)เป็นแต่เพียงเหตุบางประการที่กฎหมายให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้เท่านั้นส่วนการพิจารณาคดีล้ม…

Supreme Court Judgment No. 6756/2538

ฎีกาจำเลยที่4ที่ว่าศาลไม่ชอบที่จะรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเพราะโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันได้บรรยายฟ้องโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลายมาตรา10(2)แม้จำเลยที่4มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้น…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up