คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้อง
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้การโอนชำระหนี้จำนองเป็นโมฆะและให้คู่สัญญากลับคืนสู่สภาพเดิมโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย กับบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่านาแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลย ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มีนาคม 2528 จำเลยแถลงว่าพยานมาศาลเท่านี้ขอเลื่อนคดีไป และพยานจำเลยคงเหลือ 2 ปากนัดหน้าจะสืบเสร็จ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยต่อในวันที่ 18 เมษายน 2528 ในวันดังกล่าวสืบพยานจำเลยได้อีก 2 ปากแล้วจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีเพื่อสืบพยานอีกโจทก์แถลงคัดค้านศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย ดังนี้จะเห็นได้ว่าการที่ศาลสั่งงดสืบพยานจำเลย เพราะจำเลยแถลงขอสืบต่อไปเพียง 2 ปากเท่านั้น และเป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยแล้ว การสั่งงดสืบพยานจึงชอบแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่งที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างพยานเอกสารเพิ่งเสียหลังจากจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว เห็นว่า การเสียค่าอ้างเอกสารตามตาราง 2 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่ชำระตั้งแต่เมื่อส่งเอกสารเป็นต้นไป มิใช่ว่าหากไม่ชำระค่าอ้างเอกสารทันทีแล้วจะรับฟังเอกสารนั้น ๆ ไม่ได้ ผู้อ้างเอกสารย่อมมีโอกาสเสียค่าอ้างเอกสารได้เสมอ ดังนั้น เมื่อโจทก์เสียค่าอ้างเอกสารจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้..."
Result
พิพากษายืน.