Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2396/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์จำเลยต่างซื้อที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นที่สวน 2 ขนัดมีคันดินขวาง โดยทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน จำเลยซื้อขนัดทางทิศใต้ ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของ 600 ส่วนใน 1,800 ส่วนโจทก์ซื้อในส่วนที่เหลือ โดยต่างก็ยังไม่ได้รังวัดที่ดินจึงได้ร่วมกันยื่นคำร้องขอแบ่งแยกโฉนด แสดงว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยครอบครองที่ดินมากน้อยเพียงใดเมื่อปรากฏว่าจำเลยครอบครองที่ดินมากกว่า 600 ส่วนใน 1800 ส่วนมาเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382แต่จำเลยยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม มาตรา 1299 วรรค 2

Provisions the court ruled on

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ที่ดินภายในเส้นสีน้ำเงินในแผนที่กลางตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าที่ดินภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่กลางเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยขัดขวางการรังวัดแบ่งแยกโฉนด ส่วนการแบ่งแยกโฉนดนั้นให้โจทก์ไปดำเนินแบ่งแยกเอง ยกฟ้องแย้ง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมนางฉุย สินรอด เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3403 ตำบลบางขุนทอง (บ้านเขิน) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี เป็นที่ดินสวนมี 2 ขนัด ขนัดหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของที่ดิน อีกขนัดหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือมีคันดินขวางกว้างประมาณ 4 วา ยาวจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2503 จำเลยได้ซื้อที่ดินสวนขนัดทางทิศใต้จากนางฉุย สินรอด โดยทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินระบุว่าจำเลยมีส่วนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางฉุย สินรอด 600 ส่วนใน 1,800 ส่วน ได้มีการรังวัดกำหนดขอบเขตที่แน่นอนไว้ เมื่อซื้อแล้วจำเลยครอบครองที่ดินสวนที่ซื้อตลอดมา

ครั้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2516 นางฉุย สินรอด ได้ขายที่ดินส่วนที่เหลือแก่โจทก์โดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2519 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยไปยื่นคำร้องขอแบ่งแยกโฉนด เจ้าพนักงานรังวัดที่ดินทั้งหมดได้เนื้อที่ 4 ไร่ 90 ตารางวา เมื่อรังวัดแบ่งแยกส่วนของโจทก์ปรากฏว่ากินเนื้อที่เข้าไปในที่ดินที่จำเลยครอบครอง จำเลยค้านจึงไม่อาจแบ่งแยกได้ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากนางฉุย สินรอด โดยไม่สุจริตจำเลยจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองนั้น

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดดังกล่าว เฉพาะส่วนของนางฉุย สินรอด นั้น ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ส่วนของจำเลยยังคงอยู่ตามเดิม อันหมายความว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากนางฉุย สินรอด 1,200 ส่วนใน 1,800 ส่วน ส่วนของจำเลยซึ่งมีอยู่ 600 ส่วนคงมีตามเดิม ทั้งปรากฏจากสัญญาซื้อขายด้วยว่านางฉุย สินรอด ผู้ขายก็ดี ฝ่ายโจทก์ทั้งสองผู้ซื้อก็ดี ต่างยืนยันว่าไม่ทราบเขตที่ดินและเนื้อที่ว่ามีเพียงใด เพราะยังไม่ได้รังวัดจึงไม่ทราบอาณาเขตที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนของนางฉุย สินรอด ที่มีอยู่ เมื่อนางฉุย สินรอด ตกลงยินยอมให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมจำนวน 600 ส่วนใน 1,800 ส่วน ก็ไม่ได้มีการรังวัดเช่นกัน

อนึ่งต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสองกับจำเลยให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำข้อตกลงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2519 นั้น ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ชัดแจ้งตามข้อ 1 ว่า "ตามที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเครื่องหมายข้างบนนี้ โดยหนังสือนี้ข้าพเจ้าตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินแปลงนี้ออกจากกันคือ แยกหนึ่งทางทิศเหนือเป็นของร้อยตำรวจโทชวลิต คงยิ่ง นางเพียงใจ คงยิ่ง ส่วนแปลงคงเหลือทางทิศใต้เป็นของนางชั้น แย้มแพ โดยให้ได้เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน" ดังนี้จึงแสดงให้เห็นว่าฝ่ายโจทก์ทั้งสองก็ไม่ทราบว่าจำเลยครอบครองที่ดินตามโฉนดดังกล่าวมากน้อยเพียงใด โจทก์จำเลยจึงแสดงความจำนงแบ่งแยกที่ดินกันดังข้อความดังกล่าวข้างต้น

โจทก์จึงเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต เมื่อปรากฏต่อมาว่าจำเลยครอบครองที่ดินมากเกินกว่า 600 ใน 1,800 ส่วนมาเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 แต่จำเลยก็ยังมิได้จดทะเบียน จำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ประสาท บุณยรังษี · ไพบูลย์ ไวกาสี · ชูเชิด รักตะบุตร์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 369/2568

โจทก์แถลงนำยึดทรัพย์ของจำเลยรวมทั้งที่ดินพิพาท ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งท…

Supreme Court Judgment No. 5352/2552

จำเลยทั้งสิบสามคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยสืบสิทธิมา มิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพรา…

Supreme Court Judgment No. 5927/2552

โจทก์ทั้งสี่ใช้ลำรางพิพาทในการชักน้ำเข้านาที่ดินพิพาท แล้วขุดเป็นบ่ออยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว จากนั้นโจทก์ทั้งสี่ใช้ระหัดวิดน้ำหรือใช้เครื่องสูบน้ำชักน้ำเข้าไปยังที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที…

Supreme Court Judgment No. 8700/2550

จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ช. เมื่อ ช. ขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บิดาโจทก์ทั้งห้าก่อนจำเลยทั้งสองครอบครองครบกำหนดสิบปี จำเลยทั้งสองไม่อาจยกกา…

Supreme Court Judgment No. 2760/2548

การที่จำเลยและมารดาครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมานานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ ป. เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อ ล. เข้าเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. จำเลยก็ยังเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทตลอดม…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up