Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 231/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเพียงปากเดียวเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย แต่ในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยที่ 1ก็ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกระทำผิดด้วย ทั้งได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไว้ถึง 2 ครั้ง กับยังปรากฏด้วยว่าหลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 1 ได้นำอาวุธปืนลูกซองสั้นไปฝากบุคคลอื่นไว้ อาวุธปืนกระบอกนี้เมื่อนำมาพิสูจน์เปรียบเทียบกับปลอกกระสุนปืนลูกซองที่พบในที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าเป็นปลอกกระสุนปืนที่ยิงมาจากอาวุธปืนกระบอกดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์จึงประกอบกันมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดดังโจทก์ฟ้องเมื่อคำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา289, 340, 340 ตรี, 80, 83, 84 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์163,000 บาทแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 80, 240, 340 ตรี, 83 และจำเลยที่ 1มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 อีกกระทงหนึ่งลงโทษตามมาตรา 289 ซึ่งเป็นบทหนักให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1และที่ 2 และลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำคุก1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนลดโทษในความผิดตามมาตรา 289 ให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และลดโทษในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนให้หนึ่งในสามเหลือจำคุก 8 เดือน รวมโทษแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง ปากกาและสมุดเช็คเป็นของนายบุญเลิศผู้ตาย คืนให้เจ้าของไป ของกลางอื่นนอกจากที่เจ้าของรับคืนไปแล้วนั้นให้ริบ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 163,000 บาท แก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '....ปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ได้กระทำความผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่...นอกจากนางแสงจันทร์จะเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายดังกล่าวแล้วยังได้ความจากนายปารีส กวิ สามีของนางแสงจันทร์ว่า หลังจากเกิดเหตุแล้ว 1 วัน ขณะที่นางแสงจันทร์รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจังหวัดจันทบุรี นั้น นายปารีสได้สอบถามว่าจำคนร้ายได้หรือไม่ ขณะนั้นนางแสงจันทร์ยังพูดไม่ได้ นางแสงจันทร์ได้เขียนหนังสือตอบว่าเห็นหน้าคนร้าย 1 คน เห็นหน้าอีกจำได้ ส่วนนอกนั้นไม่เห็นหน้า หลังจากเกิดเหตุแล้ว 3 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนว่าได้ร่วมกระทำความผิดในครั้งนี้ด้วย....ทั้งจำเลยที่ 1 ได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไว้ถึง2 ครั้ง....หลังจากเกิดเหตุแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้นำอาวุธปืนลูกซองสั้นพร้อมด้วยกระสุนปืนลูกซอง 6 นัดไปฝากนางสาวยมนาชุ่มกมล

ไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดอาวุธปืนและกระสุนปืนนั้นมาเป็นของกลาง และส่งไปพิสูจน์เปรียบเทียบกับปลอกกระสุนปืนลูกซองที่พบในที่เกิดเหตุ ผลของการพิสูจน์ปรากฏว่าปลอกกระสุนลูกซองที่พบในที่เกิดเหตุนั้นยิงไปจากอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ฝากนางสาวยมนาไว้พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมั่นคงฟังได้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดดังโจทก์ฟ้อง.... ปัญหาที่จะวินิจฉัยต่อไปก็คือ จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ นางแสงจันทร์ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยที่1 และที่ 2 ได้ เพราะเคยเห็นหน้ามาก่อนที่ตลาดตกพรมดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่คดีได้ความจากนางเกษมสุข อิ่มผ่อง พยานโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของนางสาวปราณีผู้ตายและนางแสงจันทร์ผู้เสียหายว่า

เมื่อนางแสงจันทร์รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี นั้น นางเกษมสุขได้ไปเยี่ยมและสอบถามว่าใครเป็นคนร้าย นางแสงจันทร์ตอบโดยเขียนเป็นหนังสือว่าจำไม่ได้เพราะคนร้ายใช้ผ้าคลุมหน้า และได้ความจากนายปารีสสามีของนางแสงจันทร์ว่า ขณะที่อยู่โรงพยาบาลพระปกเกล้านั้นนางแสงจันทร์ได้เคยบอกนายปารีสไว้ว่าเห็นหน้าคนร้าย 1 คน ส่วนคนร้ายนอกนั้นไม่เห็นหน้าเพราะถูกบังคับไม่ให้มองหน้า การที่นางแสงจันทร์บอกนางเกษมสุขมารดาของตนและนายปารีสสามีไปเช่นนั้น นางแสงจันทร์เบิกความอ้างว่า เพราะกลัวจะถูกทำร้ายและคนร้ายจะไหวตัว ความจริงแล้วตนจำคนร้ายได้หมดทุกคน พิเคาะห์แล้วเห็นว่า นายปารีสเป็นสามีของนางแสงจันทร์เป็นผู้ที่ควรจะไว้เนื้อเชื่อใจกันได้

การที่นางแสงจันทร์บอกกับนายปารีสสามีของตนดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้น ก็บอกในลักษณะยืนยันข้อเท็จจริงพร้อมกับอ้างเหตุผลประกอบมิได้มีข้อแม้เงื่อนไขหรือกำชับให้ปกปิดเป็นความลับแต่อย่างใด ฉะนั้นที่นางแสงจันทร์ผู้เสียหายเบิกความว่าจำคนร้ายที่เดินคุมไปข้างหลังได้ทั้ง2 คน โดยมีจำเลยที่ 2 รวมอยู่ด้วยนั้น จึงขัดกับถ้อยคำที่นางแสงจันทร์ได้เคยบอกกับนายปารีสสามีของตนไว้ว่าเห็นหน้าคนร้ายเพียงคนเดียวดังกล่าวแล้วข้างต้น พยานหลักฐานโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 มีเหตุอันสมควรสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา227 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย.....'

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
เสวก จันทร์ผ่อง · สหัส สิงหวิริยะ · สุทิน นนทแก้ว
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 10546/2558

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบข…

Supreme Court Judgment No. 734/2553

เครื่องจับเท็จเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำผลการตอบคำถามของจำเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วประเมินผลจากการวิเคราะห์นั้นว่าจำเลยพูดจริงหรือเท็จ มีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการ ย่อมไม่อาจนำม…

Supreme Court Judgment No. 8642/2553

ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความในตอนแรกระบุว่าคนร้ายคือจำเลยและ จ. ซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านพักของผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายชี้ยืนยันบุคคลตามภาพถ่ายที่เจ้าพนักงานตำรวจ…

Supreme Court Judgment No. 4135/2552

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเล…

Supreme Court Judgment No. 5253/2549

คดีนี้โจทก์มิได้อ้างและนำสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความทั้ง ๆ ที่สายลับรู้เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับสิบตำรวจเอก ส. แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้มีประจักษ์พยานในคดีเพียงปากเดียว ย่อมเป็นการนำสืบพยานเดี…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up