Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2264/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งผู้จะขายจะต้องสร้างบ้านให้เสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านในวันที่ผู้จะซื้อชำระเงินงวดสุดท้าย และตามปกติจะต้องมีกำหนดเวลาการสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้ในสัญญาด้วย เมื่อในสัญญามิได้กำหนดระยะเวลาการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้ผู้จะซื้อย่อมนำสืบพยานบุคคลได้ว่าผู้จะขายได้กำหนดระยะเวลาไว้โดยตกลงกันด้วยวาจาเพราะมิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมเอกสารสัญญา แต่เป็นการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายเพื่อให้ชัดเจนและเพื่อให้คู่สัญญาปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 สัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินกำหนดชำระเงินไว้เป็นงวด ๆ ผู้จะซื้อได้ชำระเงินให้ผู้จะขายแล้วบางส่วน แม้จะไม่ ครบถ้วนและไม่ตรงตามกำหนดเวลาตามสัญญาแต่ผู้จะขายก็รับเงินและออกใบเสร็จรับเงินให้ ถือได้ว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาการชำระเงินและจำนวนเงินที่ ชำระกันตามสัญญาเป็นสาระสำคัญผู้จะซื้อจึงยังมิใช่ผู้ผิดสัญญา

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินจากจำเลยโดยผ่อนชำระเป็นงวด ๆ จำเลยสัญญาว่าจะปลูกบ้านให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วันนับแต่วันทำสัญญาโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยรวม ๔ งวดรวมเป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท จำเลยปลูกบ้านไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสัญญาแก่โจทก์ว่าจะปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาชำระเงินแต่ละงวดไม่ครบตามที่ระบุในสัญญาจำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมด้วยที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๑ ไม่มีข้อสัญญาปลูกบ้านให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วันนับแต่วันทำสัญญา ดังนี้ โจทก์จะต้องห้ามมิให้นำสืบเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อข้อเท็จจริงรับกันว่าจำเลยจะต้องสร้างบ้านในที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายจากจำเลยให้เสร็จ และโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านในวันที่โจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๓ และโจทก์ได้ผ่อนชำระให้จำเลยไปบางส่วนแล้ว เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท จำเลยจึงมีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนแก่โจทก์คือต้องสร้างบ้านและส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญา ซึ่งตามปกติจะต้องกำหนดเวลาการสร้างบ้านให้แล้วเสร็จไว้ในสัญญาด้วยมิฉะนั้นจำเลยจะสร้างบ้านให้เสร็จเมื่อไรก็แล้วแต่ความพอใจของจำเลย

อาจจะเป็น ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดเวลาสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อไรนั้น โจทก์ก็ได้กล่าวอ้างไว้ในฟ้องแล้ว แม้จะไม่ปรากฏในสัญญาเอกสารหมาย จ.๑ ก็ตาม กรณีเช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่จำเลยสัญญาว่าจะปลูกบ้านและให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยได้ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันทำสัญญาได้ เพราะมิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมเอกสารสัญญาแต่อย่างใด แต่เป็นการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายเพื่อให้ชัดเจนและเพื่อให้คู่สัญญาปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาได้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ประการใดแม้โจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินพร้อมบ้านให้จำเลยเพียง ๙๐,๐๐๐ บาท

ไม่ครบถ้วนและไม่ตรงตามกำหนดเวลาตามสัญญาก็ตาม แต่จำเลยก็รับเงินไว้ตามใบเสร็จรับเงินและใบรับเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๕ จึงถือได้ว่าโจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาการชำระเงินและจำนวนเงินที่ชำระกันตามสัญญาเป็นสาระสำคัญทั้งการชำระเงินงวดสุดท้ายตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๓ ก็มิได้กำหนดวันชำระกันไว้ด้วยจากวันทำสัญญาคือวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาคือวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๒๔ เป็นเวลา ๑ ปีเศษ จำเลยก็มิได้ก่อสร้างบ้านให้เสร็จ จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.๑ แล้วคู่สัญญาคือโจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน ๙๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สหัส สิงหวิริยะ · โสภณ รัตนากร · เสนอ ศรนิยม
Lower court
ศาลแพ่ง - นายเสริมพงศ์ วรยิ่งยง
ศาลอุทธรณ์ - นายเสียง ตรีวิมล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3088/2526

โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันเป็นหนังสือ แม้จะมีการวางมัดจำด้วยก็ถือได้ว่าการวางมัดจำเป็นแต่เพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น หาใช่ทำสัญญากันด้วยการวางมัดจำไม่ การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตก…

Supreme Court Judgment No. 1324/2538

ใน หนังสือ สัญญาจะซื้อขาย กำหนด ว่า โจทก์ วาง มัดจำ ไว้ เป็น เงิน 500,000 บาท แต่ ใน วัน ทำ สัญญา นั้น มี การ วาง มัดจำ เพียง 150,000 บาท แต่ ใน วัน ทำ สัญญา นั้น มี การ วาง มัดจำ เพียง 150,000 บาท ไม…

Supreme Court Judgment No. 1724/2538

ในหนังสือสัญญาจะซื้อขายกำหนดว่าโจทก์วางมัดจำไว้เป็นเงิน 500,000 บาท แต่ในวันทำสัญญานั้นมีการวางมัดจำเพียง 150,000 บาท แต่ในวันทำสัญญานั้นมีการวางมัดจำเพียง 150,000 บาท ไม่ครบตามสัญญาเนื่องจากเช็คที่โจ…

Supreme Court Judgment No. 3052/2528

โจทก์ตกลงซื้อที่ดินและบ้านจากจำเลยโดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและวางเงินมัดจำไว้ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ สัญญาซื้อขายร…

Supreme Court Judgment No. 91/2541

หลังจากจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์แล้ว แม้ได้มีการเจรจาขอซื้อที่ดืนคืน แต่เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ สัญญาจะซื้อขายที่พิพาทจึงยังมิได้ถูกยกเลิกต่อกันแล้วโดยปริยาย เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจำเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up