คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าตึกแถวอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 โดยไม่มีกำหนดเวลาเช่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป ได้บอกกล่าวให้จำเลยออก จำเลยไม่ยอมออกทำให้โจทก์เสียหาย หากให้คนอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 500 บาทขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่เช่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากตึกที่เช่าจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ใช่ผู้เช่า ไม่เคยชำระค่าเช่าให้โจทก์ และไม่เคยได้รับคำบอกกล่าว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากห้องพิพาทจำเลยอุทธรณ์ว่า
โจทก์ไม่ใช่เจ้าของห้องพิพาท และจำเลยไม่ใช่ผู้เช่าค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกินเดือนละ 100 บาทศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 คำให้การของจำลยมิใช่เป็นการกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยว่า ข้อฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาสรุปความได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ และสั่งส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ เท่ากับศาลชั้นต้นผู้พิจารณาคดีนี้ได้รับรองให้อุทธรณ์แล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ และไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นจะต้องบันทึกไว้ให้ชัดแจ้งว่ารับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 230 มิใช่เพียงแต่สั่งรับอุทธรณ์ดังคดีนี้ และในกรณีเช่นนี้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกอุทธรณ์ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1)
Result
พิพากษายืน