Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 224/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยดำเนินกิจการจัดให้มีซึ่งเคหะเพื่อให้ประชาชนได้เช่าซื้อหรือซื้อเป็นของตนเอง ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับกิจการดังกล่าวโดยมิใช่กิจการที่ให้เปล่า แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็จะถือว่าจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจยังไม่ได้ การจ้างงานของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงานพระราชบัญญัติ ญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9 และมาตรา 11 บัญญัติให้พนักงานรัฐวิสาหกิจพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายกำหนดคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันในวงการรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เมื่อจำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุดังกล่าวโดยโจทก์มิได้กระทำความผิดจึงถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามความหมายในข้อ 46 ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน แล้ว ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46วรรคท้าย แก้ไขใหม่โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 11) ข้อ 7 กำหนด กรณีที่นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกจากสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนแล้ว ต้องเป็นการจ้างเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการด้วย จำเลยเลิกจ้างโจทก์หลังจากประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ผลของการเลิกจ้างจึงต้องบังคับและเป็นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ที่แก้ไขใหม่ แต่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงลักษณะงานว่าเป็นการจ้างเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการดังนั้น ปัญหาว่าการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจ้างที่มีกำหนดเวลาไว้แน่นอนหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โจทก์มาทำงานกับจำเลยเพราะผลของการโอนกิจการ ทรัพย์สินสิทธิ หนี้ และความรับผิดของธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้แก่จำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 316 ข้อ 5 มิใช่โจทก์ลาออกจากหน่วยงานเดิมมาสมัครเข้าทำงานกับจำเลยใหม่ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 ก็บัญญัติให้นายจ้างโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกได้เมื่อลูกจ้างยินยอมด้วยการโอนสิทธิการจ้างเช่นนี้ฐานะความเป็นลูกจ้างของลูกจ้างย่อมไม่สิ้นสุดลง ซึ่งต่างกับกรณีการเลิกจ้าง เมื่อไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น การนับอายุการทำงานของโจทก์จึงต้องนับต่อเนื่องกันไป การที่โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างประจำของธนาคารอาคารสงเคราะห์อยู่แล้ว เมื่อโอนมาเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินสงเคราะห์จากจำเลยตามข้อบังคับการเคหะแห่งชาติ ฉบับที่ 32 จึงต้องคำนวณโดยนำอายุการทำงานของโจทก์จากธนาคารอาคารสงเคราะห์มารวมกับอายุการทำงานกับจำเลย

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 Section 9 พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 Section 11

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2499 ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์2516 โจทก์ได้โอนไปทำงานกับจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 316 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,930 บาท ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2533 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างเหตุเกษียณอายุโจทก์มีสิทธิได้รับเป็นเงิน 59,580 บาท และมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์เท่ากับอายุการทำงานเป็นปีคูณด้วยอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนสุดท้ายที่ใช้คำนวณเงินกองทุนสงเคราะห์เดือนละ 11,210 บาท โจทก์ทำงานกับธนาคารอาคารสงเคราะห์และจำเลยเป็นเวลารวม 34 ปี จึงมีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์รวมเป็นเงิน 381,140 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์เป็นเงิน 381,140 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 59,580 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า กิจการของจำเลยเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นของรัฐ ไม่ได้จัดตั้งขึ้นมาโดยวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ การจ้างงานของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานและจำเลยเป็นหน่วยงานหรือองค์การของรัฐจึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติ คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจพ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2520 การที่โจทก์พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์ทราบดีและยอมรับแล้วตั้งแต่วันที่เข้าทำงานกับจำเลยว่าต้องพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน 2533 ฉะนั้นจึงถือได้ว่าการจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน

โจทก์ไม่มีสิทธินำอายุการทำงานในธนาคารอาคารสงเคราะห์มารวมกับอายุการทำงานที่ทำงานกับจำเลย เพื่อเป็นฐานในการคำนวณเงินกองทุนสงเคราะห์ เพราะสิทธิในการรับเงินกองทุนสงเคราะห์ของโจทก์เกิดขึ้นตามข้อบังคับของการเคหะแห่งชาติ ฉบับที่ 32 ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ ข้อ 4(5) อายุการทำงานของโจทก์จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2516อันเป็นวันที่โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ 30 กันยายน2533 ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการจ้างงานของจำเลยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน ทั้งไม่ใช่การจ้างเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินกองทุนสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ โดยต้องนับอายุการทำงานของโจทก์ ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของธนาคารอาคารสงเคราะห์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2499 จนถึงวันเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน 2533 รวม 34 ปีมาใช้คำนวณเงินกองทุนสงเคราะห์

พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 59,580 บาทและเงินกองทุนสงเคราะห์จำนวน 381,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์โดยเริ่มคิดดอกเบี้ยในเงินจำนวนแรกนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2533และเริ่มคิดดอกเบี้ยในเงินจำนวนหลังนับแต่วันฟ้อง ตามลำดับจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าจำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐ มิได้ลงทุนเพื่อหากำไร จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัย หากจำเลยจะมีรายได้บ้างก็ได้นำไปใช้จ่ายในการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลยคือเพื่อสาธารณประโยชน์ จำเลยจึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องอยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จำเลยดำเนินกิจการจัดให้มีซึ่งเคหะเพื่อให้ประชาชนได้เช่าซื้อหรือซื้อเป็นของตนเอง ตลอดจนให้ความช่วยเหลือและประกอบธุรกิจเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว ก็หาใช่ว่าจำเลยมิได้มุ่งหวังผลกำไรโดยเด็ดขาดไม่เพราะมิใช่กิจการที่ให้เปล่า จะถือว่าจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจยังไม่ได้ การจ้างงานของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่มิต้องอยู่ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานจำเลยอุทธรณ์ข้อที่สองว่า การที่โจทก์พ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุหรือเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518มาตรา 9, 11 ที่แก้ไขแล้ว เป็นการออกจากงานโดยผลของกฎหมายจึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518มาตรา 9 และมาตรา 11 ที่แก้ไขแล้ว มุ่งหมายกำหนดคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันในวงการรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เช่น กำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจเกษียณอายุเมื่อมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นต้น จึงเห็นได้ว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดข้อความไว้ก็เพื่อเลิกจ้างพนักงานที่มีอายุครบ60 ปีบริบูรณ์ เมื่อโจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และจำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุดังกล่าวโดยโจทก์มิได้กระทำความผิดจึงถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามความหมายในข้อ 46 ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน แล้วจำเลยอุทธรณ์ข้อที่สามว่า

การที่โจทก์ทราบว่าตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4 ข้อ 24 โจทก์ต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จึงถือได้ว่าการจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคท้าย แก้ไขใหม่โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 11) ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2532 ข้อ 7ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2532 กำหนดว่ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างนอกจากสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนแล้ว ต้องเป็นการจ้างเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาลหรือเป็นงานตามโครงการด้วย

คดีนี้จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม2533 ซึ่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่ 11) ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2532 มีผลใช้บังคับแล้วผลของการเลิกจ้างจึงต้องบังคับและเป็นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46ซึ่งแก้ไขใหม่โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่ 11) ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2532 ข้อ 7 แต่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงลักษณะงานว่าเป็นการจ้างเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการดังนั้นปัญหาว่าการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอนหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้จำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 316 ข้อ 5 ที่กำหนดให้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิหนี้และความรับผิดของธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้แก่จำเลย ไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าให้โอนสิทธิต่าง ๆ ของผู้ปฏิบัติงานมาด้วยโจทก์จึงไม่มีสิทธินำอายุการทำงานที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์มารวมเป็นอายุการทำงานกับจำเลยได้ และการจ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ให้แก่พนักงานของจำเลยที่ออกจากงานเช่นโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 32 ก็ถือว่าเป็นการจ่ายเงินประเภทอื่น หาได้อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่เมื่อข้อบังคับของจำเลยกำหนดไว้อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้นเพราะเป็นสิทธิของจำเลยที่จะกำหนดเงื่อนไขอย่างไรก็ได้

คำว่า"อายุการทำงาน" ตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวข้างต้น หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่เข้าทำงานกับการเคหะแห่งชาติ ซึ่งแสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะนำอายุการทำงานจากหน่วยงานอื่นมารวมด้วยการโอนจึงไม่ผูกพ้นจำเลยที่จะนำอายุการทำงานของโจทก์จากธนาคารอาคารสงเคราะห์มารวมเพื่อคำนวณเงินสงเคราะห์ เห็นว่าตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 316 ข้อ 5 กำหนดให้โอนกิจการทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และความรับผิดของส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆให้แก่จำเลย รวมทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์เฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจตามมาตรา 27(1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496 ดังนั้น การที่โจทก์มาทำงานกับจำเลย ก็เพราะผลของการโอนตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวมิใช่โจทก์ลาออกจากหน่วยงานเดิมมาสมัครเข้าทำงานกับจำเลยใหม่และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 บัญญัติว่านายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้

เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย การโอนสิทธิการจ้างเช่นนี้ ฐานะความเป็นลูกจ้างของลูกจ้างย่อมไม่สิ้นสุดลง ซึ่งต่างกับกรณีการเลิกจ้างสำหรับโจทก์มาทำงานกับจำเลยเพราะผลของการโอน เมื่อมิได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น การนับอายุการทำงานจึงต้องนับต่อเนื่องกันไปแต่อย่างไรก็ตาม สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินสงเคราะห์จากจำเลยตามข้อบังคับการเคหะแห่งชาติ ฉบับที่ 32 ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์นั้น ข้อ 6 ทวิ กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนหรือค่าจ้างเดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุการทำงานสำหรับ"อายุการทำงาน" ตามข้อบังคับเดียวกัน ข้อ 4(5) นั้น หมายความว่าระยะเวลาตั้งแต่วันที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าประจำทำงานในการเคหะแห่งชาติในฐานะพนักงาน ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำตามงบทำการจนถึงวันสุดท้ายก่อนพ้นจากตำแหน่งในการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเมื่อได้พิเคราะห์ข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 32 ดังกล่าวมาแล้วเห็นว่าก่อนโอนมาทำงานกับจำเลย

โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างประจำของธนาคารอาคารสงเคราะห์อยู่แล้ว เมื่อโอนมาเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย จึงต้องนับอายุการทำงานติดต่อกัน ที่ศาลแรงงานกลางคำนวณเงินสงเคราะห์ตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 32 ให้แก่โจทก์โดยนำเอาอายุการทำงานของโจทก์จากธนาคารอาคารสงเคราะห์มารวมกับอายุการทำงานกับจำเลยนั้นถูกต้องแล้ว"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1245/2559

ป.พ.พ. บรรพ 1 (เดิม) ไม่ได้บัญญัติวิธีการนับอายุของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนับอายุตามเกณฑ์ในมาตรา 158 (เดิม) คือไม่นับวันแรกที่เป็นวันเกิดรวมเข้าด้วย ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็มีมติเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2…

Supreme Court Judgment No. 6721/2558

การที่โจทก์ลาออกจากงานไปก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นผลให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง แต่เมื่อในวันเดียวกับที่การลาออกมีผล โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างผู้บริหารกันจึงเกิดเป็นสัญญาจ้างแรง…

Supreme Court Judgment No. 5436/2534

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 11)ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2532 ข้อ 7 บัญญัติว่านายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง กรณีสัญญาจ้างมี กำหนดระยะเวลาการจ้าง แน่นอนและมี…

Supreme Court Judgment No. 4780/2534

ตาม พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ มาตรา 9 และมาตรา 11 เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว โจทก์จะเป็นพนักงานของจำเลยไม่ได้เพราะขาดคุณสมบัติ แต่จำเลยจะต้องดำเนินกา…

Supreme Court Judgment No. 985/2534

การที่พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 บัญญัติว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ถือว่าขาดคุณสมบัติและเป็นอันพ้นจากตำแหน่งนั้น เป็นการกำหนด คุณสม…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up