คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 45,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 113,400 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,500 บาทโจทก์ที่ 2 จำนวน 14,490 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,500 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน3,780 บาทจำเลยทั้งสองสำนวนให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 45,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 113,400 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,500 บาทโจทก์ที่ 2 จำนวน 14,490 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,500 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน3,780 บาทจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า
"คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อเพียงคนเดียว ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างไม่ได้ลงลายมือชื่อด้วย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541ในสำนวนปรากฏว่าผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละหนึ่งคนได้ลงลายมือชื่อไว้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางดังกล่าวจึงมีผู้พิพากษาครบเป็นองค์คณะพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 17 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นอุทธรณ์บิดเบือนข้อความดังกล่าว เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 และวันที่ 17 กันยายน 2541 นายเศกสม บัณฑิตกุล และนายประชัน ทาตะชัยผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นองค์คณะคดีนี้ไม่ได้นั่งร่วมในการพิจารณาคดีด้วยแต่มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาฝ่ายลูกจ้างคนอื่นมานั่งพิจารณาคดีแทน การพิจารณาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การนั่งพิจารณาคดีแรงงาน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กันเป็นองค์คณะพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 17 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ดังนั้นถ้าจำเลยเห็นว่าศาลแรงงานกลางมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องในการพิจารณาคดีโดยผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นองค์คณะไม่ได้นั่งร่วมในการพิจารณาคดี แต่มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างคนอื่นมานั่งพิจารณาคดีแทนอันเป็นการผิดระเบียบ
จำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจะต้องยื่นคัดค้านก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้ทราบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ปรากฏตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 วันที่ 14 กรกฎาคม 2541และวันที่ 17 กันยายน 2541 ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นองค์คณะมิได้นั่งพิจารณาคดี จำเลยย่อมทราบแล้วในวันดังกล่าวว่าเป็นการผิดระเบียบจำเลยก็ควรจะคัดค้านเสียภายใน 8 วัน เมื่อจำเลยมิได้คัดค้านจนกระทั่งศาลแรงงานกลางพิพากษาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 ไปแล้วจำเลยจะมาอุทธรณ์โต้แย้งว่าการพิจารณาคดีในวันดังกล่าวไม่ชอบหาได้ไม่ กรณีถือได้ว่าการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว"
Result
พิพากษายืน