Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2163/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ไม่ได้กำหนดว่า การหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งก่อน เมื่อบริษัท บ. เป็นลูกหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระ จึงถือว่าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนลูกหนี้ และจำเลยตกเป็นลูกหนี้ของโจทก์ตั้งแต่เวลาที่ลูกหนี้ผิดนัดเป็นต้นไป ในขณะเดียวกันโจทก์ก็เป็นลูกหนี้ของจำเลยตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งหนี้ดังกล่าวก็ถึงกำหนดชำระแล้วเช่นกัน เมื่อขณะที่จำเลยทำสัญญาค้ำประกันทั้งสองฝ่ายไม่ได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันนั้นมาหักกลบลบกัน จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบกันได้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ หนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ที่นำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญ ซึ่งมีผลกระทบถึงความรับผิดชอบในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด จำเลยได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์ ขอให้นำหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 9,119,733.86 บาท หักกลบลบกันกับหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์ยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการและศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542 การหักกลบลบหนี้จึงเกิดขึ้นและมีผลโดยสมบูรณ์ไปก่อนที่จะมีการฟื้นฟูกิจการของโจทก์ หนี้ที่มีอยู่แต่ละฝ่ายระงับไปเท่ากับจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ ซึ่งในขณะนั้นมูลหนี้ที่จำเลยนำไปขอหักกลับยังคงมีอยู่และยังมิได้ระงับไป แม้ต่อมาภายหลังจำเลยได้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท ไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีที่โจทก์ขอฟื้นฟูกิจการ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้จำเลยได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน ก็ไม่ทำให้การหักกลบลบหนี้ดังกล่าวระงับหรือสิ้นผลไป

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด เป็นลูกหนี้โจทก์ในการสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างบ้านไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดในหนี้ที่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด มีอยู่ต่อโจทก์ในวงเงิน 9,700,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ให้ชำระหนี้และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ 11570/2542 ให้บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ชำระเงินจำนวน 10,228,409.38 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,941,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,700,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกหนี้สินเชื่อจำเลยอยู่ 2 วงเงิน คือ หนี้วงเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท และหนี้วงเงินหุ้นกู้จำนวน 85,000,000 บาท โจทก์ค้างชำระดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ทั้งสองวงเงิน จำเลยได้มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าว ต่อมาจำเลยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ที่มีอยู่ต่อโจทก์ในวงเงิน 9,700,000 บาท เมื่อมีการคิดบัญชีระหว่างโจทก์กับบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด แล้วปรากฏว่าบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด เป็นหนี้โจทก์จำนวน 9,119,733.86 บาท จำเลยจึงขอหักกลบลบหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับหนี้ตามฟ้องคดีนี้ต่อโจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับชำระหนี้ และไม่ยอมให้จำเลยหักกลบลบหนี้ โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดและในการฟื้นฟูกิจการของโจทก์ในคดีของศาลล้มละลายกลาง โจทก์มิได้แสดงเจตนาในการขอรับชำระหนี้ค้ำประกันกับจำเลย เพราะโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าหนี้ดังกล่าวระงับไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นลูกค้าสินเชื่อของจำเลย และเป็นหนี้เงินกู้จำเลยสองวงเงิน คือ หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท และหนี้เงินหุ้นกู้จำนวน 85,000,000 บาท รวมสองวงเงินจำนวน 105,000,000 บาท และโจทก์ค้างชำระดอกเบี้ยทั้งสองวงเงิน เมื่อประมาณกลางปี 2540 จำเลยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ไว้ต่อโจทก์จำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน 9,700,000 บาท ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด มีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระหนี้แทนโดยบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด มีหนี้ค่าสินค้าโจทก์จำนวน 9,119,733.86 บาท ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2540 จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์ขอนำหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์แทนบริษัทบ้านบางปะอิน

จำกัด จำนวน 9,119,733.86 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 3,415,178.09 บาท โดยเป็นการหักกลบลบหนี้เพียงเท่าจำนวนหนี้ที่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด จะต้องชำระให้โจทก์ในคดีนี้จำนวน 9,119,733.86 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 หรือ ล.6 วันที่ 26 ธันวาคม 2540 โจทก์มีหนังสือตอบปฏิเสธการขอหักกลบลบหนี้ของจำเลย ตามเอกสารหมาย ล.7 วันที่ 3 เมษายน 2441 โจทก์ฟ้องบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ให้ชำระเงินค่าสินค้า ระหว่างดำเนินคดีโจทก์ยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการและศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์และตั้งผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542 ตามเอกสารหมาย

จ.5 จำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสองวงเงินส่วนที่เหลือหลังจากหักกลบลบหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้จำเลยได้รับชำระหนี้ดังกล่าว และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 ต่อมาจำเลยได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 วันที่ 10 เมษายน 2543 ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.2 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์เป็นหนี้จำเลย ตามเอกสารหมาย จ.4 หรือ ล.6 ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า กรณีที่จำเลยมีหนังสือแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้มายังโจทก์

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้มีหนังสือตอบกลับไปยังจำเลยมีข้อความดังที่ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.7 โต้แย้งหนี้ที่จำเลยแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ทันที เป็นการแสดงว่าโจทก์มิได้ตกลงยินยอมให้จำเลยหักกลบลบหนี้ หนี้ที่จำเลยนำมาขอหักกลบจึงเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่ ไม่อาจนำมาหักกลบลบกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงเรื่องการหักกลบลบหนี้ไว้ว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น..."

จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้ไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้แต่ประการใดว่า การหักกลบลบหนี้ระหว่างกันนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด เป็นลูกหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้ดังกล่าวและเมื่อหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้วแต่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ลูกหนี้ไม่ยอมชำระ จึงถือว่าลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนลูกหนี้ และจำเลยตกเป็นลูกหนี้ของโจทก์ตั้งแต่เวลาที่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด ลูกหนี้ผิดนัดเป็นต้นไป ในขณะเดียวกันโจทก์ก็เป็นลูกหนี้ของจำเลยตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งหนี้ดังกล่าวก็ถึงกำหนดชำระแล้วเช่นกัน

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่บริษัทบ้านบางปะอิน จำกัด มีอยู่ต่อโจทก์นั้น ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันนั้นมาหักกลบลบกัน จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบกันได้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์แต่ประการใด

ที่โจทก์ฎีกาว่าหลังจากที่จำเลยมีหนังสือแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้มายังโจทก์ โจทก์มีหนังสือโต้แย้งการแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ตามเอกสารหมาย ล.7 ไปยังจำเลย หนี้ที่จำเลยนำมาหักกลบลบหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้นั้น เมื่อได้พิเคราะห์ข้อความในเอกสารหมาย ล.7 แล้ว ข้อความดังกล่าวมีใจความว่า โจทก์มีความเห็นว่าการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ของจำเลยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และหลักการของการปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทโจทก์ ซึ่งจะมีผลทำให้จำเลยได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ๆ นอกจากนี้โจทก์ยังไม่ได้เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยจึงไม่สามารถที่จะขอหักกลบลบหนี้ดังกล่าวได้ โจทก์ขอสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้ค่าสินค้าจากลูกหนี้โดยตรงก่อนที่จะเรียกร้องจากจำเลยผู้ค้ำประกัน

เห็นว่า หนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ที่นำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 นั้น หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญ ซึ่งมีผลกระทบถึงความรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด ซึ่งข้อความในเอกสารหมาย ล.7 หาได้มีข้อความตอนใดที่เป็นการปฏิเสธความรับผิดหรือโต้แย้งจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดแต่อย่างใดไม่ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ดังที่โจทก์ฎีกา

ที่โจทก์ฎีกาว่า ในคดีที่โจทก์ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง จำเลยได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้โจทก์เต็มจำนวน คือ หนี้หุ้นกู้จำนวน 85,000,000 บาท และหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 20,000,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้จำเลยได้รับชำระหนี้ตามจำนวนที่จำเลยยื่นคำขอ เมื่อศาลล้มละลายกลางและเจ้าหนี้ได้ให้ความเห็นชอบในแผนฟื้นฟูกิจการของโจทก์ มูลหนี้ทั้งหมดที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่จึงได้ระงับไปโดยผลของกฎหมาย ไม่มีมูลหนี้ใดที่จำเลยจะอ้างและนำมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ได้อีกนั้น ในประเด็นข้อนี้โจทก์ยกขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวนี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน

เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.6 ขอให้นำหนี้ตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 9,119,733.86 บาท หักกลบลบกันกับหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์ยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการและศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542 การหักกลบลบหนี้จึงเกิดขึ้นและมีผลโดยสมบูรณ์ไปก่อนที่จะมีการฟื้นฟูกิจการของโจทก์ หนี้ที่มีอยู่แต่ละฝ่ายระงับไปเท่ากับจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ ซึ่งในขณะนั้นมูลหนี้ที่จำเลยนำไปขอหักกลับยังคงมีอยู่และยังมิได้ระงับไป แม้ต่อมาภายหลังจำเลยได้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท ไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีที่โจทก์ขอฟื้นฟูกิจการ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้จำเลยได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนก็ตาม ก็หาทำให้การหักกลบลบหนี้ดังกล่าวระงับหรือสิ้นผลไปแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

Matter details

Panel of judges
มนตรี ยอดปัญญา · วิบูลย์ มีอาสา · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3486/2554

สัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากคืนไม่ใช่เป็นการจำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 747 หากแต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เ…

Supreme Court Judgment No. 145/2554

ความรับผิดชอบจำเลยที่ต้องชำระค่างานให้แก่โจทก์กับความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระค่าปรับแก่จำเลยเกิดจากสัญญาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน จึงหาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341…

Supreme Court Judgment No. 5334/2553

หนี้ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้นั้นต้องเป็นหนี้อย่างเดียวกัน และต้องเป็นหนี้ที่ไม่มี ข้อต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 344 พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างได้แก่ใบเสร็จรับเงินซึ่งโดยปกติเป็นเอกสารแสดงการรั…

Supreme Court Judgment No. 4844/2545

การที่จำเลยจัดหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนขอ…

Supreme Court Judgment No. 2852/2541

สิทธิในการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 341 จะต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 344 ด้วย ดังนั้น หากสิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ จะเอาสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กันไม่ได้ เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์แ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up