คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมสมคบกันชิงทรัพย์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙, ๘๓
จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙, ๘๓ ฐานร่วมกันชิงทรัพย์วางโทษจำคุกจำเลย ๔ ปี จำเลยมีอายุ ๑๙ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา ๗๖ คงจำคุกจำเลย ๒ ปี ๘ เดือน
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดจริง แต่เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยก่อนแล้วจึงลดมาตราส่วนโทษให้นั้น ยังไม่ถูกต้องเพราะการลดมาตราส่วนโทษต้องลดจากโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ มิใช่ลดจากโทษที่ศาลกำหนด จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙, ๘๓ แต่จำเลยอายุเพียง ๑๙ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา ๗๖ ให้จำคุกจำเลยไว้ ๒ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้วแต่ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการลดมาตราส่วนโทษต้องลดจากโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ มิใช่ลดจากโทษตามที่ศาลกำหนดนั้น ไม่ถูกต้อง
โจทก์เห็นว่าศาลต้องวางโทษก่อนแล้วจึงลดมาตราส่วนโทษตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๗/๒๕๑๐ ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาคดีแล้ว คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายประการเดียวคือ ในการลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ศาลจะต้องวางโทษเสียก่อนแล้วจึงลด ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์โดยตลอดแล้วเห็นว่า การลดมาตราส่วนโทษคือการลดอัตราโทษขั้นสูงและขั้นต่ำลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่ง (ตามมาตรา ๗๖) แล้วจึงลงโทษระหว่างนั้น หาใช่ศาลกำหนดโทษลงไว้ก่อน แล้วลดจากโทษที่กำหนดไว้ดังที่โจทก์เข้าใจไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๗/๒๕๑๐ ที่โจทก์อ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
Result
จึงพิพากษายืนให้ยกฎีกาของโจทก์เสีย