คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าสามีจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 6,000 บาทสามีจำเลยวายชนม์แล้ว โจทก์ทวงถาม จำเลยขอผัดว่าได้รับเงินสงเคราะห์ครอบครัวเมื่อใดจะชำระให้ แต่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่ไปรับ จึงขอให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งอายัดเงินสงเคราะห์ครอบครัวไว้ก่อนคำพิพากษาศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้อายัดเงินสงเคราะห์หรือ ช.พ.ค. (ช่วยเพื่อนครู)ศึกษาธิการมีหนังสือถึงศาลและจำเลยยื่นคำร้องว่าตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยองค์การช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกคุรุสภา ไม่ถือว่าเงินสงเคราะห์เป็นมรดกของสมาชิก และในการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์เป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะกรรมการผู้ใดจะฟ้องร้องไม่ได้ ขอให้ถอนอายัดศาลชั้นต้นไต่สวนอีกครั้งและสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้อายัดโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลทุเลาคำสั่งที่สั่งถอนการอายัดไว้ก่อนโดยโจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลต่อไป
ศาลนัดสอบถามพร้อมกันถึงวันนัดโจทก์จำเลยตกลงกันว่าคงให้อายัดเงินงวดที่จำเลยยังไม่ได้เบิกจนกว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างใดต่อไปในเรื่องเงินสงเคราะห์ ทั้งนี้เป็นการสั่งตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ทุเลาการถอนคำสั่งอายัดนั้นต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะเป็นผู้รับมรดกสามีจำเลย ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์อุทธรณ์ว่าเงิน ช.พ.ค. รายนี้ควรเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทอันควรยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ได้ตามกฎหมายศาลอุทธรณ์เห็นว่าประเด็นพิพาทที่ว่าควรอายัดหรือไม่นั้นได้ยุติแล้ว ไม่มีอะไรที่โจทก์จะอุทธรณ์ขึ้นมาอีก
Result
พิพากษาให้ยกอุทธรณ์โจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี และมีคำบังคับแล้ว โจทก์ได้เพิกเฉยไม่ขอหมายบังคับคดีภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำบังคับ คำสั่งศาลซึ่งโจทก์ขออายัดเงิน ช.พ.ค. รายนี้ไว้ก่อนคำพิพากษา ซึ่งเป็นวิธีการชั่วคราว จึงถูกยกเลิกไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260(2) โจทก์อุทธรณ์ ฎีกาต่อไปไม่ได้ ให้ยกฎีกาโจทก์