Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2134/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้ว่าโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยและพวกฆ่าผู้ตายแต่โจทก์มีพยานแวดล้อมเห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตายโดยเห็นจำเลยและพวกโต้เถียงกับผู้ตายและชักอาวุธปืนจ้องจะยิงผู้ตาย เมื่อผู้ตายวิ่งหนี จำเลยและพวกถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามผู้ตายไปทันทีแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัดหลังจากนั้นประมาณ 2 นาที ก็ดังขึ้นอีก 2 นัด ระยะเวลาที่จำเลยและพวกถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามผู้ตายไปจนมีเสียงปืนดังขึ้นรวม 3 นัด ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นานซึ่งไม่พอที่จะทำให้ระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้น จึงเชื่อได้ว่าต้องเป็นจำเลยและพวกอย่างแน่แท้ที่ฆ่าผู้ตาย ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็ตรวจพบมีดอีโต้ที่พวกจำเลยถือไปและรองเท้าแตะเปื้อนเลือด 1 ข้าง ของพวกจำเลยตกอยู่ในที่เกิดเหตุพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักแน่นแฟ้นฟังได้ว่า จำเลยและพวกร่วมกันฆ่าผู้ตาย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 10 ปี เมื่อได้คำนึงถึงอายุประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อมทั้งสภาพความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรังแล้ว เห็นว่า ปัจจุบันจำเลยมีอายุ 19 ปีเศษ การส่งจำเลยไปรับการฝึกและอบรมความประพฤติไม่เหมาะสมแก่จำเลยแล้ว จึงเห็นควรไม่เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลย ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงและใช้มีดอีโต้ฟันนายสมศักดิ์ แสงสีดำ ผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าจนผู้ตายถึงแก่ความตายมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางพลอย แก้วเมือง และนางอำไพ แซ่อึ้ง ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเบิกความสอดคล้องต้องกันว่ามูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องจากในวันเกิดเหตุผู้ตายทะเลาะวิวาท ชกต่อยกับนายปริศนาบิดาจำเลย หลังจากนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าบ้านนางพลอยต่อมามีจำเลยกับบิดาจำเลยและพวกหลายคนนั่งรถจักรยานยนต์ 4 คัน

มาที่บ้านนางพลอยมีการพูดจาโต้เถียงกัน ผู้ตายถามจำเลยว่ามองอะไร จำเลยว่ามองเพื่อเอาเรื่องนายสาโรจน์พี่ชายจำเลยชักอาวุธปืนสั้นจ้องไปยังผู้ตายและพูดว่า "มึงสมควรตายก็ตายเสียเถอะ" ผู้ตายกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์วิ่งหนีไปทางข้างบ้าน นายปริศนาและจำเลยถืออาวุธปืนวิ่งตามผู้ตายไป นายสาโรจน์และนายยุทธถืออาวุธปืนสั้นทั้งสองคนวิ่งตามไปอีกด้านหนึ่งของบ้านโดยมีนายประคิ่น นางยุพินและนางพรวิ่งตามไปด้วย ต่อมามีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด หลังจากนั้นประมาณ 2 นาที ก็ดังขึ้นอีก 2 นัด นางพลอย และชาวบ้านไปดูที่ป่าสวนยางหลังบ้านพบผู้ตายเสียชีวิตแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจสถานที่เกิดเหตุและสอบปากคำนางพลอยไว้ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้

นางพลอยและนางอำไพได้ไปชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้อง ร้อยตำรวจเอกประทีบ เทพกิจ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า หลังจากรับแจ้งเหตุแล้วได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบผู้ตายนอนตายอยู่ที่ป่าสวนยางหลังบ้านนางพลอย และพบมีดอีโต้ 1 เล่ม กระสุนปืนลูกปราย 1 เม็ด และรองเท้าแตะเปื้อนเลือด1 ข้าง จึงยึดไว้เป็นของกลาง จากการสอบสวนทราบว่าผู้ร่วมกระทำความผิดมีประมาณ 7 คน จึงออกหมายจับไว้ เมื่อจับจำเลยได้แล้วได้จัดให้นางพลอยและนางอำไพชี้ตัวจำเลย บุคคลทั้งสองชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้อง ตามบันทึกการดูตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่านางพลอยและนางอำไพพยานโจทก์ไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยซึ่งคำเบิกความก็สอดคล้องต้องกันสมเหตุผล

เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความสัตย์จริง ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน นางพลอยและนางอำไพมีโอกาสเห็นจำเลยในระยะใกล้เป็นเวลานานประมาณ 5 นาที จำเลยพูดจาโต้เถียงกับผู้ตายมีลักษณะท่าทีขึงขัง ย่อมเป็นที่ดึงดูดความสนใจของพยานโจทก์ทั้งสอง จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองจดจำจำเลยได้และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจัดให้ชี้ตัวจำเลยพยานโจทก์ทั้งสองก็ชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องคดีนี้แม้ว่าโจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยและพวกฆ่าผู้ตายก็ตามแต่โจทก์มีพยานแวดล้อมเห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตายโดยเห็นจำเลยและพวกโต้เถียงกับผู้ตายและชักอาวุธปืนจ้องจะยิงผู้ตาย เมื่อผู้ตายวิ่งหนี จำเลยและพวกถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามผู้ตายไปทันทีแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด

หลังจากนั้นประมาณ 2 นาที ก็ดังขึ้นอีก 2 นัด ระยะเวลาที่จำเลยและพวกถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามผู้ตายไปจนมีเสียงปืนดังขึ้นรวม 3 นัดดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นาน ซึ่งไม่พอที่จะทำให้ระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้นจึงเชื่อว่าต้องเป็นจำเลยและพวกอย่างแน่แท้ที่ฆ่าผู้ตาย ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็ตรวจพบมีดอีโต้ที่พวกจำเลยถือไปและรองเท้าแตะเปื้อนเลือด 1 ข้าง ของพวกจำเลยตกอยู่ในที่เกิดเหตุพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักแน่นแฟ้นฟังได้ว่า จำเลยและพวกร่วมกันฆ่าผู้ตายตามฟ้องจริงจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยโดยลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่งแล้วจำคุก 10 ปีนั้น เห็นว่าหนักไป สมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 กึ่งหนึ่งแล้วลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

Matter details

Panel of judges
สมชัย เกษชุมพล · สมพล สัตยาอภิธาน · ชวลิต ธรรมฤาชุ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

Supreme Court Judgment No. 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

Supreme Court Judgment No. 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

Supreme Court Judgment No. 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

Supreme Court Judgment No. 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up