Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2018/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง คุ้มครองแรงงาน ซึ่งออกตามอำนาจตามความในข้อ 2 และข้อ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 หมวด 5 กำหนดอัตราค่าชดเชยซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำที่เลิกจ้าง และประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวข้อ 13 วรรคสองระบุว่า'ผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ค่าจ้างหรือเงินอื่นจากนายจ้างตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 13ตุลาคม 2501 ให้คงรับต่อไป' ดังนั้นการที่โจทก์ในฐานะลูกจ้างและจำเลยในฐานะนายจ้างได้ตกลงกำหนดจำนวนเงินค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณีวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวนหนึ่งโดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นใดจากจำเลยอันหมายถึงเงินค่าชดเชยและเงินค่าครองชีพนั้นย่อมถือได้ว่าเป็นการตกลงที่ผิดแผกแตกต่างกับบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้น เพื่อยังให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมืองอันถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าว ซึ่งมีการตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 114

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 114 ป.พ.พ. Section 850 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ.2515 Section 2 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ.2515 Section 13 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ.2515 Section 14

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2519 โจทก์ทั้งห้าได้ถูกเลิกจ้างเพราะจำเลยตกลงขายรถโดยสารประจำทางให้แก่บริษัทมหานครขนส่ง จำกัดตามนโยบายรวมรถโดยสารประจำทางในส่วนกลางของทางราชการ โจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานขับรถยนต์โดยสารประจำทาง และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยความควบคุมดูแลบริหารงานตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2ในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 2 ได้ตกลงโอนขายกิจการขนส่งคนโดยสารพร้อมกับรถยนต์โดยสารประจำทางทั้งหมดให้แก่บริษัทมหานครขนส่งจำกัด โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงต้องมีหน้าที่จ่ายเงินค่าครองชีพ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 และประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ที่เกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าครองชีพให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 300 บาทต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2518 ถึงเดือนกรกฎาคม 2519 เป็นเวลา 10 เดือน คิดเป็นเงินคนละ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองได้รับเงินจำนวนนี้จากบริษัทมหานครขนส่งจำกัด เพื่อจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมจัดการจ่ายให้แก่โจทก์ตามหน้าที่ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม2515 ด้วย โจทก์ทวงถามจำเลยแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่ใช่พนักงานขับรถของจำเลยแต่เป็นพนักงานขับรถร่วมของบริษัทขนส่ง

จำกัด ซึ่งไม่มีการจ่ายเงินค่าครองชีพที่โจทก์รับเงินค่าครองชีพมาแล้วหนึ่งเดือน เป็นการจ่ายเงินผิดประเภทและขัดกับมติของคณะกรรมการบริษัท จำเลยจะได้จัดการเรียกคืนจากโจทก์ต่อไปและปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าได้ถูกจำเลยปลดออกจากงาน โดยมีความผิดฐานขาดงานหรือทิ้งงานเป็นเวลาติดต่อกันถึง 15 วัน เป็นการฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของบริษัท ทำให้หมดสิทธิรับเงินชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยข้อ 47(4) ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2516 และปรากฏว่า จำเลยยังไม่ได้โอนขายกิจการให้แก่ผู้ใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินค่าชดเชยจากจำเลย นอกจากนี้ปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการระงับข้อพิพาทไปแล้วว่า "ข้าพเจ้าไม่ติดใจเรียกร้องเงินค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาล และเงินอื่นใดจากบริษัทอีกต่อไปว่าด้วยวิธีใดทั้งสิ้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทขนส่ง จำกัด และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้เรียกบริษัทขนส่ง จำกัด ว่าจำเลยที่ 3 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพว่าจำเลยที่ 4จำเลยที่ 3 ให้การว่า ได้ตกลงให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ใช้รถยนต์เข้าวิ่งรับส่งผู้โดยสารในเส้นทาง 30, 31 และ 51 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2เป็นผู้จัดหาพนักงานประจำรถและเสียค่าจ้าง เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงแก่พนักงานประจำรถ โจทก์และเจ้าพนักงานประจำรถในเส้นทางดังกล่าวจึงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 คดีพิพาทเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าครองชีพและค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3จำเลยที่ 4 ให้การว่า ไม่เคยรับโอนกิจการขนส่ง

กิจการเดินรถจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และไม่ได้รับโอนโจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ทั้งห้า จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าครองชีพหรือค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งห้าศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิรับเงินตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวและจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4ร่วมกันชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ด้วย

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามคำให้การของจำเลยที่ 1 มีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลักฐานการระงับข้อพิพาท และใบรับเงินอันถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความรวม 5 ฉบับ ข้อ 3 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้าไม่ติดใจเรียกร้องค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาล และเงินอื่นใดจากบริษัทอีกต่อไป ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆทั้งสิ้น" แต่ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515ข้อ 2 กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจกำหนดการคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่มีการเลิกจ้าง และมีประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง คุ้มครองแรงงาน ซึ่งออกตามอำนาจตามความในข้อ 2 และข้อ 14แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวหมวด 5 กำหนดอัตราค่าชดเชยซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำที่เลิกจ้าง และประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวข้อ 13 วรรคสองระบุว่า "ผู้ใดมีสิทธิรับเงินทดแทน ค่าจ้างหรือเงินอื่นจากนายจ้างตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2501 ให้คงรับต่อไป"ดังนั้นการที่โจทก์ในฐานะลูกจ้าง และจำเลยในฐานะนายจ้างได้ตกลงกำหนดจำนวนเงินค่าทำงานล่วงเวลาค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวนหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นใดจากจำเลยอันหมายถึงเงินค่าชดเชยและเงินค่าครองชีพนั้น

ย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ผิดแผกแตกต่างกับบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ซึ่งมีคำปรารภอันแสดงถึงเจตนารมณ์ที่ฝ่ายบริหารได้พิจารณาออกกฎหมายฉบับนี้ว่า "โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า การให้ความคุ้มครองแรงงานแก่ลูกจ้างและการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสรรความเจริญก้าวหน้าของประเทศ สมควรปรับปรุงส่งเสริมให้สอดคล้องกับการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศ เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปโดยเหมาะสม และการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้เป็นไปโดยวิธีปรองดอง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ฯลฯ ดังนั้นประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อยังให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมืองอันถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว ซึ่งมีการตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 114พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
อำนวย อินทุภูติ · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · เริ่ม ธรรมดุษฎี
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4279/2539

บริษัทมีเจตนาเพียงจะเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากประชาชนผู้มาสมัครงาน โดยมีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตัวกรรมการของบริษัทเอง หรือเพื่อบริษัทอันเป็นการกระทำโดยทุจริตโดยประกา…

Supreme Court Judgment No. 2945/2525

เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุลูกจ้างได้ทำข้อตกลงกับนายจ้างเป็นหนังสือว่า ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยและเงินผลประโยชน์เนื่องจากการปลดเกษียณจากนายจ้างแล้วลูกจ้างรับรองว่าจะไม่ใช้สิทธิเรียกเงินอื่นใ…

Supreme Court Judgment No. 2379/2520

ลูกจ้างมีหน้าที่เดินตลาดและเก็บเงินจากลูกค้า นายจ้างมอบรถจักรยานยนต์ไว้ให้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ดูแลรักษาและอนุญาตให้นำรถกลับบ้านและขับมาทำงานที่สำนักงานด้วย ขณะที่ลูกจ้างประสบอันตรายนั้นเป็นเว…

Supreme Court Judgment No. 2596/2518

สัญญาประนีประนอมยอมความทำกันในศาลเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2516 ความว่า จำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์ภายใน 15 เดือนนับแต่วันทำสัญญา โดยให้นับ 30 วันเป็นหนึ่งเดือน ถ้าผิดนัด จำเลยยอมให้ทรัพย์จำนองหลุดและถือว่า…

Supreme Court Judgment No. 19/2504

คดีก่อนศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์ (คือจำเลยในคดีก่อน) ชำระเงิน 3 ล้านบาทเศษแก่จำเลย (คือโจทก์ในคดีก่อน) คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นหนังสือกันนอกศาลว่า จำเลยยอมรับเงินจา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up