คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ 8-9 ปีมานี้ โจทก์ทำสัญญากู้เงินจำเลย 280 บาท มอบที่นาพิพาทให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ย แต่โจทก์คงใช้สิทธิครอบครองแจ้งการครอบครองเป็นชื่อของโจทก์และเสียเงินค่าบำรุงท้องที่ทุกปีมา ระหว่างเดือนมีนาคม 2504 โจทก์ขอไถ่นาพิพาทจำเลยไม่ยอม ขอให้บังคับจำเลยรับเงิน 280 บาท และคืนนาพิพาทให้โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์กู้เงินจำเลย 1,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในวันที่ 1 มีนาคม 2493แต่จำเลยไม่มีเงินชำระ ได้ยกที่นาพิพาทให้จำเลย จำเลยได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของและในปี พ.ศ. 2498 ได้แจ้งการครอบครองและเสียภาษีที่ดินเรื่อยมาเกิน 10 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนนาพิพาทให้โจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า
โจทก์ยังคงถือว่านาพิพาทเป็นของโจทก์ตลอดมาและจำเลยยึดถือนาพิพาทในฐานะเป็นผู้แทน โจทก์ผู้เป็นเจ้าของคือ ในฐานะทำกินต่างดอกเบี้ย จึงเห็นว่า การที่จำเลยแจ้งการครอบครองนาพิพาทตามแบบ ส.ค.1 ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการครอบครองต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ฉะนั้น แม้จำเลยจะครอบครองช้านานเพียงไรก็ไม่เกิดสิทธิประการใดขึ้น โจทก์มีสิทธิเรียกนาพิพาทคืนได้ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยรับมอบนาพิพาทอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ไว้เป็นประกันหนี้และทำต่างดอกเบี้ยโดยตกลงกันเองมิได้ทำให้ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการประกันด้วยทรัพย์ เช่นนี้ จึงไม่มีผลทำให้เกิดทรัพย์สิทธิเหนือนาพิพาท
อันจะทำให้มีอำนาจยึดหน่วงนาพิพาทต่อไปได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241วรรคสอง จำเลยต้องคืนนาให้โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 280 บาท ให้จำเลยส่วนที่จำเลยโต้เถียงว่า หนี้มีจำนวน 1,000 บาท แต่ไม่ได้ฟ้องแย้งเข้ามา จึงเห็นว่าจำนวนหนี้ยังค้างอยู่เท่าใด เป็นเรื่องที่จำเลยจะไปว่ากล่าวเอากับโจทก์เพื่อให้ชำระจนสิ้นเชิง ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
Result
พิพากษาแก้ให้โจทก์จ่ายเงิน 280 บาทแก่จำเลยด้วย นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์