Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1974/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 ต้องถือเคร่งครัดว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 เท่านั้น แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 จะเคยเป็นที่แปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ของจำเลยมาก่อนก็ตาม จะถือโดยอนุโลมว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ด้วยไม่ได้ โจทก์ทั้งสี่จึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินโฉนดหมายเลข 23574 ออกไปสู่ถนนสาธารณะได้โจทก์ทั้งสี่คงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะภายในบริเวณที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 เท่านั้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของและเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 204047, 204048, 46457, 204044, 111296, 111297, 98699, 142015, 43690, 46461 และ 46460 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ตำบลเดียวกัน ลักษณะที่ดินของจำเลยมีความกว้าง 50 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวกั้นแบ่งที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แปลงที่อยู่ทางด้านทิศเหนือกับที่ดินโจทก์ทั้งสี่ทางด้านทิศใต้ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ทางด้านทิศใต้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งเดิมโจทก์ทั้งสี่ได้ใช้ที่ดินของจำเลยกว้างประมาณ 0.25 วา ยาวประมาณ 15 วา รวมเนื้อที่ 4 ตารางวา เป็นทางผ่านออกสู่ถนนในหมู่บ้านเลิศนิมิต และถนนสาธารณะสายบางนา

- ตราดได้ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2536 จำเลยได้ให้ทนายความบอกกล่าวขอใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เพื่อนำไปทำการก่อสร้างรั้วคอนกรีตในที่ดินของจำเลยแต่โจทก์ทั้งสี่ไม่อนุญาต หากจำเลยสร้างรั้วในที่ดินของจำเลยจะทำให้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะดังกล่าว จึงขอให้จำเลยระงับการก่อสร้างรั้วคอนกรีตอิฐบล็อกบนที่ดินของจำเลยขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 32 เมตร หากจำเลยฝ่าฝืนก่อสร้างขึ้นก็ให้จำเลยรื้อถอน หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแทนทั้งหมดจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิจะใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการของจำเลยผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะสายบางนา-ตราด

เพราะที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แปลงทางด้านทิศใต้มีทางออกสู่ถนนสาธารณะสายบางนา - ตราดทางด้านริมคลองบางนาทิศตะวันตกได้ ซึ่งเดิมที่ดินแปลงของโจทก์ทั้งสี่ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 ซึ่งมีนายจ๊อก เกรียงพันธ์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นายจ๊อกได้แบ่งเป็นแปลงย่อย 6 แปลง คือโฉนดเลขที่ 43686 ถึง 43691 รวมกับแปลงคงเหลือเป็น 7 แปลง โดยใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43686 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะทางคลองบางนากว้าง 6 เมตร ต่อมาในปี 2523 ทายาทผู้รับมรดกของนายจ๊อกได้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 43686 เป็นแปลงย่อยแล้วขายผู้อื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งสี่ ซึ่งปัจจุบันได้แบ่งแยกเป็นที่แปลงย่อยอีกคือโฉนดเลขที่ 204044, 204045, 204046 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ดังนั้น

โจทก์ทั้งสี่จึงควรผ่านที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวออกสู่คลองบางนาเพื่อไปสู่ทางสาธารณะได้ เพราะเป็นที่ดินที่แยกออกจากแปลงเดียวกัน นอกจากนี้หากโจทก์ทั้งสี่เข้าออกผ่านที่ดินของจำเลย ก็ไม่ถึงทางสาธารณะสายบางนา - ตราด เพราะมีที่ดินของหมู่บ้านเลิศนิมิตคั่นอยู่ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 111269 นอกจากนี้ต้องผ่านที่ดินที่บริษัทเลิศนิมิต จำกัด 2 จดทะเบียนเป็นภาระจำยอม ด้วยเหตุผลดังกล่าวที่ดินของจำเลยจึงหาใช่ที่ดินที่จะตกเป็นทางจำเป็นไม่ อย่างไรก็ดีหากโจทก์ทั้งสี่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจริง โจทก์ทั้งสี่ก็สามารถที่จะฟ้องออกทางถนนหมู่บ้านเลคไซด์ วิลล่า เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะสายบางนา - ตราดได้ซึ่งสะดวกกว่าทั้งจะทำให้เจ้าของที่ดินที่ผ่านเสียหายน้อยที่สุด

ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่จึงหามีสิทธิที่จะฟ้องให้จำเลยระงับการก่อสร้างรั้วกำแพงไม่ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 4 เมตร ตรงที่ดินโฉนดเลขที่ 111297 ของโจทก์ตามแนวประตูทางเข้าเดิมเพื่อเป็นทางเชื่อมผ่านระหว่างที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือกับทิศใต้ ห้ามจำเลยก่อสร้างรั้วหรือกระทำการใดเพื่อเป็นการปิดกั้นที่ดินบริเวณดังกล่าว โดยโจทก์ต้องชดใช้ค่าทดแทนที่ดินให้จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสี่ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 43 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีนายจ๊อก เกรียงพันธ์ และนางแดง ตฤนานนท์ เป็นเจ้าของถือกรรมสิทธิ์รวม เมื่อปี 2504 มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม โดยนางแดงได้ที่ดินส่วนด้านทิศเหนือเนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา และออกโฉนดฉบับใหม่ คือโฉนดเลขที่ 23574 ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย ล.13 ส่วนนายจ๊อกได้ที่ดินส่วนด้านทิศใต้ เนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา เป็นแปลงคงเหลือในโฉนดเลขที่ 1682 เดิม ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย

ล.14 ในปี 2513 นางแดงได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ให้แก่เรือเอกผัน จันทรโรจน์ และเรือเอกผันขายฝากแก่นายเลิศจิตติวาณิชย์ กับนายแดง ชินสมบูรณ์ ครบกำหนดแล้วไม่ไถ่ถอนคืน นายเลิศ กับนายแดงจึงได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ตัวการที่ตนถือกรรมสิทธิ์แทนคือบริษัทแอลดี คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเลิศนิมิต จำกัด บริษัทเลิศนิมิต จำกัด ได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมหลายแปลงและจัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป โดยโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 111296 เมื่อปี 2520และโจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 111297 เมื่อปี 2524 ที่ดินดังกล่าวทั้งสองแปลงด้านทิศเหนือติดถนนของหมู่บ้านเลิศนิมิต ตามกรอบสีน้ำเงินในแผนผังที่ดินบริเวณที่พิพาทเอกสารหมาย

ล.1 ถนนดังกล่าวด้านทิศตะวันออกต้องผ่านทางภารจำยอมในที่ดินของผู้อื่นจึงสามารถออกสู่ถนนสาธารณะสายบางนา - ตราด ได้สำหรับที่ดินบริเวณด้านทิศใต้ที่จดกับที่ดินของนายจ๊อกได้รังวัดกันไว้เป็นแนวตะเข็บกว้าง 50 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวที่ดิน โดยเป็นแปลงคงเหลือในโฉนดเลขที่ 23574 เดิมตามเส้นสีแดงในแผนผังที่ดินบริเวณที่พิพาทเอกสารหมาย ล.1 เพื่อกันมิให้เจ้าของที่ดินด้านทิศใต้ในโฉนดเลขที่ 1682 เข้ามาใช้ประโยชน์ที่ดินและทางในหมู่บ้านเลิศนิมิตต่อมาก่อนบริษัทเลิศนิมิต จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 ของนายจ๊อกนั้น เมื่อปี 2510 นายจ๊อกได้แบ่งแยกในนามเดิมออกเป็น 7 แปลง

แปลงแรกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 43686 อยู่ด้านทิศเหนือติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ของจำเลยด้านทิศใต้เกือบตลอดแนว รูปลักษณะที่ดินกว้าง 2 เมตร เสมือนเป็นทางให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 43687, 43688, 43689, 43690, 43691 และ 1682 ที่แบ่งแยกทางด้านทิศใต้ใช้ออกไปสู่ทางเดินสาธารณะด้านทิศตะวันตกเลียบคลองบางนา ปัจจุบันสามารถออกไปสู่ถนนสาธารณะสายบางนา - ตราด ได้และนายจ๊อกได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 43690 ให้แก่นางทองเย็น เอกมาศ บุตรสาว ต่อมานางทองเย็นแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกเป็น 5 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 43690, 46458, 26459, 46460 และ 46461 และขายที่ดินโฉนดเลขที่ 43690, 46460 และ 46461 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ในปี 2512 ต่อจากนั้นเมื่อปี 2515 โจทก์ที่ 2 ได้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 43690 บางส่วนให้แก่โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามที่ดินโฉนดฉบับใหม่เลขที่ 98699 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 43689 เมื่อนางสาวลมูล

เกรียงพันธ์ รับโอนมรดกของนายจ๊อกเมื่อปี 2511 แล้วได้แบ่งแยกในนามเดิมออกเป็น 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 43689, 46457 และ ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 46457 แก่โจทก์ที่ 1 เมื่อปี 2513 ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้แบ่งแยกในนามเดิมเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 46457, 204048 และ 204047 และให้โจทก์ที่ 3 และที่ 4 กับนางสาววนิดาถือกรรมสิทธิ์รวมทุกแปลง ตามเอกสารหมาย จ.3 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 43686 ซึ่งมีรูปลักษณะเสมือนทางไปสู่ทางสาธารณะด้านทิศตะวันตก เมื่อทายาทของนายจ๊อกรับโอนมรดกมาหลังจากได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวในปี 2523 ออกเป็นหลายโฉนดและขายที่ดินโฉนดเลขที่ 204044 และ 142015 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ของจำเลยด้านทิศใต้และติดกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่ซื้อมาจากทายาทของนายจ๊อกดังกล่าวทางด้านทิศเหนือให้แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 และโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และขายส่วนอื่นให้แก่เจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกันทางด้านทิศใต้

สภาพในปัจจุบันที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 204044, 142015 และที่ดินโฉนดเลขที่ 46457, 204047, 204048,98699, 43690, 46460 และ 46461 คือบริเวณกรอบสีเขียวในแผนผังบริเวณที่พิพาทตามเอกสารหมาย ล.1 ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เพราะมีที่ดินแปลงอื่นล้อมและสร้างรั้วกำแพงกั้นไว้ทางด้านทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตก เห็นว่า เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 เดิมให้แก่นางแดงเจ้าของรวมในปี 2504 แล้ว ที่ดินส่วนที่คงเหลือเป็นของนายจ๊อก ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 1682 เอกสารหมาย ล.14 ด้านทิศตะวันตกยังอยู่ติดกับทางสาธารณะเลียบคลองบางนาดังเดิม ดังนั้น ที่ดินของนายจ๊อกดังกล่าวจึงมิได้มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้

ต่อมาภายหลังนายจ๊อกได้แบ่งแยกที่ดินของตนออกเป็นหลายแปลง โดยที่ดินแปลงหนึ่งตามโฉนดเลขที่ 43686 มีลักษณะเป็นเสมือนทางให้ที่ดินแปลงอื่นผ่านไปถึงทางสาธารณะด้านทิศตะวันตกได้ทั้งในขณะที่โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 43690, 46460 และ 46461 จากนางทองเย็นทายาทของนายจ๊อกเมื่อปี 2512 และโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 46457 จากนางสาวลมูล ทายาทผู้รับมรดกของนายจ๊อกในปี 2513 นั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 111296 และ 111297 ของบริษัทเลิศนิมิต จำกัด จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อาศัยที่ดินโฉนดเลขที่ 43686 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้านทิศตะวันตกตลอดมา ต่อเมื่อทายาทของนายจ๊อกได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 43686 ออกเป็นที่ดินหลายแปลงและขายส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 204044 และ 142015 ให้แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 และโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับและขายส่วนที่เป็นโฉนดอื่นแก่เจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกันทางด้านทิศใต้ในปี 2523 แล้วที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวจึงถูกที่ดินแปลงอื่นทางด้านทิศตะวันตกปิดล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้

เห็นว่า เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 ของนายจ๊อกก็ต้องถือเคร่งครัดว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 ของนายจ๊อกเท่านั้น แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 จะเคยเป็นที่แปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ของจำเลยมาก่อนก็ตาม แต่กรณีของโจทก์ทั้งสี่ ก็จะถือโดยอนุโลมว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 23574 ด้วยไม่ได้ โจทก์ทั้งสี่จึงไม่อาจจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านทางพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยไปสู่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อีกสองแปลงในหมู่บ้านเลิศนิมิตเพื่ออาศัยสิทธิในถนนในหมู่บ้านเลิศนิมิตและทางภาระจำยอมด้านทิศตะวันออกแก่ที่ดินในหมู่บ้านดังกล่าวออกไปสู่ถนนสาธารณะสายบางนา

- ตราด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยโจทก์ทั้งสี่คงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะภายในบริเวณที่ดินโฉนดเลขที่ 1682 ของนายจ๊อกเดิม ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่ที่ดินโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกมาเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทเพื่อเป็นทางเชื่อมผ่านระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ทางด้านทิศใต้กับที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทางด้านทิศเหนือ และห้ามจำเลยก่อสร้างรั้วหรือกระทำการใดเพื่อเป็นการปิดกั้นที่ดินบริเวณดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่

Matter details

Panel of judges
สมชาย พงษธา · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8003/2567

ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้วเป็นเหต…

Supreme Court Judgment No. 1706/2567

ที่ดินโจทก์ด้านทิศเหนือบางส่วนติดทางสาธารณประโยชน์ แต่ทางดังกล่าวมีสภาพเป็นร่องน้ำติดต่อกับร่องน้ำในที่ดินของบุคคลอื่นยาวตลอดนอกแนวเขตที่ดินโจทก์ และมีที่ดินบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีสภาพเป็นทาง มีร่องน้ำ…

Supreme Court Judgment No. 4150/2556

ตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นอยู่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นหรือไม่ หากเป็นทางจำเป็นแล้วควรกว้างยาวเพียงใด และโจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินหรือไม่ โจทก์หาต้องบรรยายว่า ที่ดินของ…

Supreme Court Judgment No. 9325/2553

ทางจำเป็นจะขอได้ต่อเมื่อที่ดินมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1349 แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ท…

Supreme Court Judgment No. 417/2553

การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลา 30 ปีเศษ โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยตลอดมา แม้จะใช้เป็นเวลานานเท่าใด โจทก์ก็ไม่ได้สิทธิในทางภาระจำยอมจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1387 เพราะการใช้ทางพิพาทของโจทก์มิได้ประส…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up