คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนในฐานะลาภมิควรได้ แต่ในวันที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินนั้น เงินดังกล่าวไม่มีเหลืออยู่ที่จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 เมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ของโจทก์มีความเห็นว่ามติของคณะกรรมการชุดเดิมไม่ชอบ คณะกรรมการชุดเดิมต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว การที่จำเลยได้ยื่นหนังสือลาออก แต่ในวันรุ่งขึ้นก่อนโจทก์อนุมัติการลาออกจำเลยได้ระงับการลาออกแล้วคณะกรรมการของโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยลาออกตามหนังสือที่ยื่นไว้เดิม จึงเป็นการเลิกจ้าง จำเลยมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2539 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,500 บาท
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นพนักงาน แม้จะยื่นหนังสือระงับการลาออกในภายหลัง แต่เมื่อคณะกรรมการของโจทก์ไม่อนุมัติในหนังสือระงับการลาออกจึงถือว่าหนังสือลาออกยังมีผลอยู่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยการที่จำเลยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่กลับยื่นขอต่อโจทก์และได้รับไปแล้วเป็นการแสดงเจตนาไม่สุจริต จำเลยต้องคืนค่าชดเชยที่รับไว้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 61,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าเดิมจำเลยยื่นหนังสือลาออก แต่เมื่อจำเลยกลับใจโดยยื่นหลังยกเลิกการลาออกก่อนที่คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์จะพิจารณาหนังสือลาออกของจำเลย
หนังสือลาออกของจำเลยจึงย่อมเป็นอันสิ้นผลไปทันที เท่ากับไม่มีการขอลาออกแล้ว เมื่อคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ไม่อนุญาตให้ระงับการลาออกแต่กลับไปพิจารณาให้ลาออกตามหนังสือลาออกที่สิ้นผลไปแล้ว เท่ากับเป็นการให้ออกอันหมายถึงการเลิกจ้างนั้น เห็นว่า ลูกจ้างมีสิทธิเลิกสัญญาจ้างได้ดำเนินการลาออกจากงาน และหลังจากลูกจ้างแสดงเจตนาลาออกจากงานแก่นายจ้างแล้ว ลูกจ้างหามีสิทธิถอนเจตนานั้นได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคสอง ปรากฏว่าจำเลยยื่นหนังสือขอลาออกจากงานต่อโจทก์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 โดยระบุให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 เช่นนี้ถือว่าการแสดงเจตนาลาออกจากงานของจำเลยมีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือขอลาออก
แม้ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยได้ยื่นหนังสืออีกฉบับหนึ่งต่อโจทก์ขอยกเลิกหนังสือขอลาออกจากงานดังกล่าว ก็หามีผลเป็นการยกเลิกหนังสือขอลาออกจากงานไม่ หนังสือขอลาออกจากงานของจำเลยยังคงมีผลต่อไป เมื่อโจทก์มีระเบียบว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ. 2538 หมวด 9 ข้อ 39 กำหนดว่า พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะลาออกจากงาน ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตนเพื่อเสนอตามลำดับจนถึงคณะกรรมการดำเนินการเมื่อคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาอนุญาตแล้วจึงให้ถือว่าออกจากงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างที่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์และจำเลยได้ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์โจทก์พิจารณาอนุมัติหนังสือขอลาออกจากงานของจำเลยในการประชุม วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่หนังสือขอลาออกมีผล
การลาออกจากงานของจำเลยจึงมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปตามที่จำเลยประสงค์ การที่จำเลยต้องออกจากงานหาใช่เพราะถูกโจทก์เลิกจ้างไม่โจทก์ย่อมไม่มีหน้าที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลย ที่โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยเนื่องจากจำเลยลาออกจากงานจึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระโจทก์หามีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนจากจำเลยไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป"
Result
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง