คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยที่ ๑ ผู้กู้ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลแพ่งสืบพยานไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยร่วมกันใช้เงิน ส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองทราบโดยทางหนังสือพิมพ์ ให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับภายในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๑๑ หนังสือพิมพ์ลงประกาศคำบังคับตั้งแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๑๑ มีกำหนด ๗ วัน วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้พิจารณาใหม่ ศาลแพ่งสั่งว่าคำร้องมิได้มีข้อคัดค้านคำตัดสิน ให้ยกคำร้อง วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาโดยขอให้พิจารณาใหม่ ศาลแพ่งให้ยกคำร้องอ้างว่าล่วงเลยเวลาที่จะยื่นได้แล้ว จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยที่ ๒ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ประกาศเรื่องคำบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๑๑ โดยกำหนดบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๑๑ นับจากวันลงประกาศมีผลใช้ได้ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ วรรค ๒ ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา สิบห้า วันล่วงพ้นไปแล้ว และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ คำขอให้พิจารณาใหม่ต้องยื่นภายใน ๑๕ วันนับจากวันที่ส่งคำบังคับ ฉะนั้น เมื่อนับจากวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๑ ก็ครบกำหนดในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๑ ปรากฏว่าวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๑ ตรงกับวันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการ จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งใหม่ได้ภายในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๑๑ เป็นวันสุดท้าย
ฉะนั้น เมื่อจำเลยมายื่นคำร้องวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๑๑ จึงล่วงเลยพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะยื่นได้ และเห็นว่า กรณีนี้จำเลยทราบประกาศในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๑๑ จำเลยสามารถยื่นคำร้องได้ในวันที่ ๒๕ ถึงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๑๑ ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติ จำเลยเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๑ แต่คำร้องฉบับนั้นถูกศาลสั่งยกไปแล้ว จำเลยยื่นคำร้องฉบับนี้เมื่อพ้นระยะเวลาที่ตนสามารถจะยื่นได้โดยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการล่าช้า จึงไม่อาจรับไว้พิจารณาได้
Result
พิพากษายืน