Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1865/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในวันที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัตนาที่ดินกับจำเลย จำเลยได้จัดการให้โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัท ค. โดยทำที่สำนักงานของจำเลย ซึ่งสัญญาทั้งหมดมี พ. ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าของจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะขายและผู้รับจ้างทั้งสองสัญญา นอกจากนี้จำเลยและบริษัท ค. มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นบุคคลชุดเดียวกัน และในการทำสัญญาจองที่ดินก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์จะต้องทำสัญญาก่อสร้างรั้วกับบริษัท ค. โจทก์เพิ่งรู้จักชื่อบริษัท ค. ในวันเดียวกับวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย ดังนั้น โจทก์และลูกค้ารายอื่นย่อมีเหตุผลเชื่อว่า จำเลยและบริษัท ค. ได้ร่วมประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์ในกิจการเดียวกัน ฟังได้ว่า จำเลยได้เชิดบริษัท ค. เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญว่าจ้างก่อสร้างรั้ว โจทก์จึงหลงผิดเข้าทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วโดยเชื่อว่าบริษัท ค. ร่วมประกอบธุรกิจกับจำเลยจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบริษัท ค. เป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 สัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ชำระค่างวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่พัฒนาที่ดินโดยการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกตามสัญญา ถึงแม้สัญญาจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จไว้โดยชัดเจนก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าจำเลยจะดำเนินการให้เสร็จเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลย โจทก์ชำระค่างวดให้จำเลยไปแล้ว 499,900 บาท และนับแต่ทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือขอคืนเงินมัดจำเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2541 เป็นเวลา 2 ปีเศษ จำเลยยังไม่สามารถพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จ ทั้งๆ ที่จำเลยโฆษณาไว้ว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2540 ถือว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 697,372.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 521,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 521,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า มีการจัดทำโฆษณาบ้านจัดสรร โครงการกฤษดา มาสเตอร์ เลค แอนด์ พาร์ค ของจำเลย โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยตามหนังสือจองซื้อ และสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินในวันทำสัญญา โจทก์สัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ด้วย โจทก์ชำระเงินค่างวดครบถ้วนตามสัญญาแล้ว งวดสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2540 รวมเป็นเงิน 499,900 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องร่วมรับผิดในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ในสัญญาดังกล่าว และจำเลยไม่ได้เชิดบริษัทเค

เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้าเป็นตัวแทนในการทำสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ไม่ได้ชำระราคาให้จำเลย เห็นว่า นอกจากโจทก์จะทำสัญญาจะซื้อขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยแล้ว ในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้จัดการให้โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยทำที่สำนักงานของจำเลยนั่นเอง และสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วดังกล่าวต่างมีนางสาวพัชรา สุขะอาคม ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าของจำเลย ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะขายและในฐานะผู้รับจ้างทั้งสองสัญญา นอกจากนี้หนังสือรับรองปรากฏว่าจำเลยและบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค คอนสตรัคชั่น จำกัด

มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นบุคคลชุดเดียวกัน ทั้งเมื่อโจทก์เข้าจองที่ดินกับจำเลยครั้งแรกในวันที่ 28 มกราคม 2539 ตามหนังสือจองซื้อระบุว่าโดยหนังสือฉบับนี้โจทก์ขอจองซื้อ/ว่าจ้างที่ดินเปล่าและรั้วเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ราคาที่ดินตารางวาละ 29,900 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 2,499,500 บาท และโจทก์ชำระเงินจองซื้อแล้ว 20,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์จะต้องทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด แต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์เพิ่งจะรู้จักชื่อบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ในวันเดียวกับวันที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้จัดให้โจทก์ทำสัญญา

ดังนี้ โจทก์และลูกค้ารายอื่นย่อมมีเหตุผลเชื่อว่า จำเลยกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้ร่วมประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์ในกิจการเดียวกัน ทั้งพฤติกรรมของจำเลยดังที่กล่าวมาทำให้รับฟังได้ว่าจำเลยได้เชิดบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้ว โจทก์จึงหลงผิดเข้าทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วโดยเชื่อว่าบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ร่วมประกอบธุรกิจกับจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีก่าของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า สัญญาจะซื้อจะขายและพัตนาที่ดินไม่มีกำหนดระยะเวลาในการพัฒนาที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อการพัฒนาที่ดินยังไม่แล้วเสร็จและจำเลยซึ่งมีหน้าที่นัดโอนกรรมสิทธิ์ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญานั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน และโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่พัฒนาที่ดินโดยการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนาจความสะดวกตามสัญญา ถึงแม้สัญญาดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จไว้โดยชัดเจนก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าจำเลยจะดำเนินการให้เสร็จเมื่อใดได้ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลย

โจทก์ชำระเงินตามงวดให้จำเลยไปแล้ว 499,900 บาท โดยงวดสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 แต่นับจากวันทำสัญญาคือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือขอให้คืนเงินมัดจำเลยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2541 นับเป็นเวลา 2 ปีเศษ จำเลยยังไม่สามารถพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จในขณะที่จำเลยโฆษณาว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างต้นปี 2539 และกำหนดแล้วเสร็จในปี 2540 เช่นนี้ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ข้อที่ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์อาจเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาเป็นอันเลิกกัน คือ กำหนด 7 วัน นับแต่จำเลยได้รับหนังสือจากโจทก์ เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อยู่แล้ว ส่วนการเริ่มคิดดอกเบี้ยนั้น เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยจำต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมโดยดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันชำระค่างวดสุดท้ายตามที่โจทก์ขอ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชวลิต ตุลยสิงห์ · เกษม วีรวงศ์ · สุรพล เอกโยคยะ
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 87/2540

จำเลยได้ระบุในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างตกแต่งอาคารพิพาทและเมื่อนำความไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจจำเลยก็ระบุว่าได้ว่าจ้างโจทก์ตลอดจนหัวกระดาษใบเสน…

Supreme Court Judgment No. 1448/2520

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญากันว่าจำเลยที่ 1 ต้องทำสุราออกขายไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,192 เท และยอมเสียภาษีสุราไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,192 เท เดือนใดเสียภาษีสุราต่ำกว่าจำนวนดังกล่าวนี้ จำเลยที่ 1 ยอมเสียค่าปรั…

Supreme Court Judgment, B.E. 2568 (ref. 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

Supreme Court Judgment No. 786/2567

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน จำเลยมีสิทธิบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้โดยไม่ถือว่าผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิก…

Supreme Court Judgment No. 2860/2566

โจทก์ว่าจ้างจำเลยควบคุมงานก่อสร้างโครงการอาคารชุดของโจทก์ การควบคุมงานในส่วนงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมอันเป็นงานก่อสร้างของบริษัท น. งานที่ก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องและยังไม่ได้แก้ไข จำเลยจึงไม่ได้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up