คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ เช่าที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่เชิงสพานพุทธยอดฟ้าสร้างโกดัง หมดสัญญาแล้วโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยที่ ๒ เพิกเฉยเสีย กลับจำหน่ายโกดังไปให้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๑ ได้ต่อสู้กรรมสิทธิ จึงขอให้ศาลแสดงว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณะประโยชน์ของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยออกไป จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยถูกเวนคืนไปแล้ว คณะรัฐมนตรีลงมติให้คืนกลับให้จำเลยแล้ว จำเลยที่ ๒ ต่อสู้ว่าได้โอนกรรมสิทธิโกดังไปแล้ว จำเลยที่ ๓ ต่อสู้ว่าโกดังปลูกอยู่ในที่ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ ,๕ ถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลย ให้การว่าจำเลยที่ ๔,๕ ได้ขายโกดังไปแล้ว ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้วงดสืบพยานพิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่พิพาท ให้จำเลยที่ ๒,๓ รื้อโกดังออกไป จำเลยที่ ๑,๒,๓ อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าที่พิพาทในคดีนี้ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๕/๒๔๙๗ ให้กระทรวงมหาดไทยคืนให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้วโจทก์จึงจะห้ามจำเลยมิให้มาเกี่ยวข้องหรือบังคับให้รื้อถอนโกดังไปไม่ได้ ที่โจทก์โต้เถียงว่าคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวแล้วเป็นคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยจัดการคืนจึงต้องให้มีพิธีการให้ถูกต้องตาม ก.ม.ก่อนนั้น
ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลบังคับให้กระทรวงมหาดไทยคืนนั้นมิใช่เป็นการโอนแก่กันตาม ป.พ.พ. ม.๑๓๐๕
Result
พิพากษายืน.