Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1743/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "อาคาร" ไว้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรต้องตีความโดยเคร่งครัดในทางที่ไม่เป็นโทษแก่ราษฎรผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากร ซึ่งคำว่า "อาคาร" นี้ ตามพจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายความถึง เรือน โรง สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น สถานีบริการน้ำมันโดยปกติแล้วจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ตัวอาคารที่เป็นที่ทำการตู้จำหน่ายน้ำมันและหลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งจะต้องเปิดโล่งให้รถยนต์เข้าไปเติมน้ำมันได้ ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้รวมกันเป็นสถานีบริการน้ำมันจึงถือว่าเป็นอาคาร ป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม97ซูพรีม 92" และ "ESSO รูปเสือ"อยู่ใต้หลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน เป็นป้ายที่อยู่ภายในอาคารของสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ประกอบการค้า ทั้งป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97ซูพรีม 92" มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร และป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO รูปเสือ" มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตรยาว 100เซนติเมตร อันเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร ย่อมเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 8(5) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีป้าย ป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICANEXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่ในอาคารของโจทก์ ไม่ใช่ป้ายที่โจทก์เป็นเจ้าของ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจำเลย ไม่ได้สืบหาเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 18พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีป้ายดังกล่าวไปยังโจทก์

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 Section 8 พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 Section 18 พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 Section 6

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งประเมินค่าภาษีและเงินเพิ่มซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ณ เลขที่ 1/59 ถนนเพชรเกษม ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ประจำปี 2541 เป็นเงิน 62,616 บาทเงินเพิ่ม 6,262 บาท รวมเป็นเงิน 68,878 บาท ปี 2542 เป็นเงิน 62,616บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 131,494 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีดังกล่าว จึงได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน2542 ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2542 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่าได้วินิจฉัยยืนตามการแจ้งประเมินบางรายการและบางรายการได้แก้ไขการประเมิน

นอกจากนั้น จำเลยที่ 2 ยังได้แจ้งการประเมินภาษีป้ายอื่น ๆซึ่งอยู่ในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติมอีกในปี 2541 และ 2542 ปีละ 10,184 บาทรวมเป็นเงิน 20,368 บาท ในการจัดเก็บภาษีป้ายนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องจัดเก็บตามบัญชีอัตราภาษีป้ายซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) และป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกิน 1 ตารางเมตรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535)โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการแจ้งประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2เพราะเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือป้ายที่มีข้อความ "เอสโซ่ Tiger Mart" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีน้ำมัน

พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินรวม 2 ป้าย แต่ละป้ายประเมินขนาดกว้าง520 เซนติเมตร ยาว 1,000 เซนติเมตร รวมเนื้อที่ป้ายละ 520,000 ตารางเซนติเมตรและประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 2 อัตรา 20 บาท ต่อ500 ตารางเซนติเมตร รวมภาษีซึ่งประเมินปี 2541 และ 2542 ปีละ 41,600บาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ว่าป้ายดังกล่าวแต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 500 เซนติเมตร ยาว 800 เซนติเมตร ซึ่งคิดเป็นเนื้อที่ป้ายละ 400,000ตารางเซนติเมตรและคิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 16,000 บาท รวม 2 ป้ายเป็นค่าภาษีปีละ 32,000 บาท ก็ตาม การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวแต่ละป้ายมีขนาดกว้างเพียง 480 เซนติเมตรยาว 312 เซนติเมตร

รวมเนื้อที่ป้ายละ 341,760 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 13,670 บาท รวมค่าภาษีทั้งสองป้ายเป็นเงิน 27,340.80บาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินภาษีป้ายให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ2542 เป็นเงินปีละ 14,259.20 บาท รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 28,518.40บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO เครื่องหมายกรมสรรพากร เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินรวม 2 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 90 เซนติเมตรยาว 180 เซนติเมตร รวมเนื้อที่ป้ายละ 16,200ตารางเซนติเมตร และประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 3 อัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

คิดเป็นค่าภาษีป้ายละ1,296 บาท รวม 2 ป้าย 2,592 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามการประเมินแต่ปัดเศษเนื้อที่ซึ่งไม่ถึง 500 ตารางเซนติเมตร ทิ้ง คือคิดพื้นที่ป้ายละ 16,000 ตารางเซนติเมตรโดยคิดค่าภาษีป้ายละ 1,280 บาท รวม2 ป้าย เป็นค่าภาษี 2,560 บาท การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวมีเพียงป้ายเดียวและภาษาไทยก็มิได้อยู่ต่ำกว่าคำว่าESSO ดังนี้ ป้ายนี้จึงต้องชำระภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 2อัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษี 648 บาท ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนค่าภาษีให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ 2542 ปีละ 1,944บาท

รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 3,888 บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97ซูพรีม 92" ซึ่งติดตั้งบนหัวจ่ายน้ำมัน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ประเมินรวม 6 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 80 เซนติเมตรรวมเนื้อที่ 1,600 ตารางเซนติเมตรและประเมินค่าภาษีป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 1 อัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ทั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 200 บาทคิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 200 บาท รวม 6 ป้าย เป็นค่าภาษี 1,200 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามการประเมิน การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะป้ายดังกล่าวเป็นป้ายที่ติดตั้งภายในอาคารมีพื้นที่ไม่เกิน1 ตารางเมตร จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีป้ายตามกฎกระทรวงดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีป้ายให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ2542 ปีละ 1,200 บาท

รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 2,400 บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO รูปเสือ" ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้หัวจ่ายน้ำมัน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินรวม 10 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตรยาว 80 เซนติเมตร รวมเนื้อที่ป้าย 4,000 ตารางเซนติเมตร และประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 3 อัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษี 3,200 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามการประเมิน การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวเป็นป้ายที่ติดตั้งภายในอาคารมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ตารางเมตร จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีป้ายตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น

ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ 2542 ปีละ 3,200 บาท รวม 2 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 6,400บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินจำนวน 2 ป้าย แต่ละป้ายมีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 80 เซนติเมตรคิดเป็นเนื้อที่ 4,800 ตารางเซนติเมตร ประเมินค่าภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายประเภทที่ 3 อัตรา 40 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร คิดเป็นค่าภาษีป้ายละ 384 บาท รวม 2 ป้าย เป็นค่าภาษี 768 บาท และจำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระภาษี 800 บาท โดยอ้างว่าป้ายดังกล่าวไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการและไม่อาจหาตัวเจ้าของได้

โจทก์ผู้ครอบครองป้ายจึงมีหน้าที่เสียภาษี การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะป้ายดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส จำกัด ซึ่งปรากฏชื่อชัดแจ้งตามป้ายดังกล่าว และเป็นบริษัทที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปจำเลยทั้งสองสามารถหาตัวและเรียกเก็บภาษีป้ายจากบริษัทดังกล่าวได้โดยง่ายแต่จำเลยทั้งสองไม่เคยหาตัวและเรียกเก็บภาษีป้ายจากบริษัทเจ้าของป้ายดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 18 จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีป้ายให้แก่โจทก์ในปี 2541 และ 2542 ปีละ 768 บาทรวม 2 ปี เป็นเงิน 1,563 บาท (ที่ถูก 1,536 บาท)

ก่อนยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีป้ายที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ได้แจ้งการประเมินเรียบร้อยแล้ว ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ สค 52202/696 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2542ซึ่งประเมินภาษีในปี 2541 และ 2542 ทั้งสองฉบับและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 42,742.40 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงินค่าภาษีให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มีอำนาจจัดเก็บภาษีรวมทั้งภาษีป้ายในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรีมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์ของผู้รับประเมินภาษี เมื่อวันที่ 10พฤษภาคม 2542 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ เลขที่ 1/59ถนนเพชรเกษม ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครประจำปี 2541 เป็นเงิน 62,616 บาท เงินเพิ่ม 6,262 บาท รวมเป็นเงิน 68,878บาท ปี 2542 เป็นเงิน 62,616 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 131,494 บาท ตามหนังสือแจ้งรายการประเมินเอกสารหมาย

จ.1แผ่นที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีดังกล่าวจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ว่าได้วินิจฉัยยืนตามการประเมิน ยกเว้นป้ายที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย จำเลยที่ 2 วินิจฉัยว่าไม่ต้องเสียภาษีนอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังได้แจ้งการประเมินภาษีป้ายอื่น ๆ ในสถานีบริการน้ำมันพิพาทเพิ่มเติมในปี 2541 และ 2542 อีกปีละ 10,184 บาท รวมเป็นเงิน 20,368 บาท ตามหนังสือแบบแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4 ถึง 12 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97ซูพรีม 92" ซึ่งติดตั้งบนหัวจ่ายน้ำมันรวม 6 ป้าย ป้ายที่มีข้อความว่า "ESSOรูปเสือ" ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้หัวจ่ายน้ำมันรวม 10 ป้าย และป้ายที่มีข้อความว่าAMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันรวม 2 ป้าย นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" ซึ่งติดตั้งบนหัวจ่ายน้ำมันรวม 6 ป้าย และป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO รูปเสือ" ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้หัวจ่ายน้ำมัน รวม 10 ป้ายนั้นเป็นป้ายที่แสดงไว้หรือติดตั้งภายในอาคารซึ่งเป็นสถานประกอบการค้าน้ำมันของโจทก์ ไม่ใช่ป้ายที่ติดตั้งบริเวณซึ่งไม่เป็นที่รโหฐานตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้น ป้ายทั้งสองแบบดังกล่าวจึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามบทบัญญัติ มาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) เห็นว่าพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 8(5) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 บัญญัติว่าเจ้าของป้ายไม่เสียภาษีป้ายสำหรับป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐานทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นได้กำหนดว่าป้ายตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ต้องเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร กรณีนี้จึงจำต้องวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "อาคาร" มีความหมายเพียงใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์ให้ความหมายของคำนี้ไว้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติภาษีป้ายเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หากจะต้องตีความเพราะตัวบทกฎหมายไม่ชัดแจ้งก็ต้องตีความโดยเคร่งครัดในทางที่ไม่เป็นโทษแก่ราษฎรผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากรซึ่งคำว่า

"อาคาร" นี้ตามพจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายความถึงเรือน โรง สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น กรณีสถานีบริการน้ำมันนั้นโดยปกติแล้วจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ตัวอาคารที่เป็นที่ทำการ ตู้จำหน่ายน้ำมัน และหลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งสถานที่ดังกล่าวนี้จะต้องมีลักษณะเปิดโล่งให้รถยนต์ขับเข้าไปเติมน้ำมันได้ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้รวมกันเป็นสถานีบริการน้ำมัน และถือว่าเป็นอาคารตามความหมายในพระราชบัญญัติภาษีป้าย เมื่อปรากฏว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" และ "ESSO รูปเสือ" อยู่ใต้หลังคาที่ปกคลุมตู้จำหน่ายน้ำมัน จึงเป็นป้ายที่อยู่ภายในอาคารของสถานีบริการน้ำมันที่ใช้ประกอบการค้า

ทั้งได้ความว่าป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92"มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร และป้ายที่มีข้อความว่า"ESSO รูปเสือ" มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 100 เซนติเมตร ตามแบบสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับป้าย เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 39 อันเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตรย่อมเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2534 มาตรา 6 โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายทั้งสองดังกล่าวสำหรับป้ายที่มีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน รวม 2 ป้าย นั้น

โจทก์อุทธรณ์ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องสืบหาตัวเจ้าของป้ายเสียก่อนเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่สืบหาตัวเจ้าของป้ายแต่มาเรียกภาษีป้ายจากโจทก์ จึงไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิประเมินภาษีป้ายดังกล่าวจากโจทก์ เห็นว่า ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการสำหรับภาษีป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีป้ายเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว"

ป้ายดังกล่าวนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นเจ้าของซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องหาตัวเจ้าของป้ายนั้นแต่จากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของตนสืบหาเจ้าของป้ายหรือไม่ และป้ายดังกล่าวมีประโยชน์แก่โจทก์อย่างไรแต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายสุริยะ เนียมฉาย เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามทนายโจทก์ถามค้านว่า สำหรับป้ายที่มีข้อความว่า"AMERICAN EXPRESS" นั้น หากจะสืบหาเจ้าของป้ายนี้ก็สามารถสืบหาได้เพราะบริษัทดังกล่าวมีชื่อเสียง แสดงว่าทางฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่มีการสืบหาเจ้าของป้าย ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางสรุปข้อเท็จจริงว่าเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้เป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน

ศาลฎีกาย่อมฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ดังกล่าว การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ไม่สืบหาเจ้าของป้ายผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1จึงไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีป้ายนี้ไปยังโจทก์ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ สค 52202/696 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม2542 ของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ซึ่งประเมินภาษีในปี 2541 และ2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ของจำเลยที่ 2เฉพาะป้ายที่มีข้อความว่า "ซูพรีม 97 ซูพรีม 92" "ESSO รูปเสือ" และ"AMERICAN EXPRESS" ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายจำนวน10,336 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

Matter details

Panel of judges
ทวีวัฒน์ แดงทองดี · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · โนรี จันทร์ทร
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1433/2545

การขอคืนค่าภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหาร ท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้าย ต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายเสียไปโดยไม่มี…

Supreme Court Judgment No. 2618/2554

พนักงานเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายสำหรับกรณีสถานีบริการน้ำมันประจำปี 2545 ถึงปี 2548 ครั้งแรก ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 4 ฉบับ และยังไม่มีการยกเลิกการประเมิน…

Supreme Court Judgment No. 1168/2546

แม้ป้ายข้อความยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ESSOและเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์จะอยู่ในกรอบพลาสติกนูนแยกขอบเขตของแต่ละป้ายได้ แต่ก็อยู่ในโครงเหล็กแผ่นเดี…

Supreme Court Judgment No. 3855/2545

ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ มาตรา 46 ป้ายของโรงเรียนเอกชนหมายถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยเท่านั้น เมื่อป้ายพิพาทมิใช่ป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทย จึงมิใช่ป้ายโรงเรียนเอกชนที่จะได้ร…

Supreme Court Judgment No. 995/2531

ตามบทบัญญัติมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มิได้ระบุว่า ป้ายจะต้องแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนั้นป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่มีลักษณะทั่วไป ก็เป็นป้ายต…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up