คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายทรัพย์ต่างๆของบริษัทแก่นายโชติ นายโชติ ล่ำซำ,นายจุลินทร์ ล่ำซำและนางทองพูน ล่ำซำ รวมราคา ๗๖๖๘๕ บาทแต่จำเลยบิดพลิ้วไม่ยอมโอนให้ โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากนายโชติ ล่ำซำ จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้โอนทรัพย์ที่ยังไม่ได้โอนให้แก่โจทก์ตามสัญญา ได้ส่งสำเนาใบมอบอำนาจมาพร้อมฟ้องด้วย.
จำเลยให้การต่อสู้ว่า การที่ทางบริษัทยังมิได้ทำสัญญาโอนให้นั้นเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ยอมทำสัญญาให้ ซึ่งมิใช่ความผิดของบริษัท กับต่อสู้ว่า ใบมอบอำนาจไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า สำเนามอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นสำเนาถูกต้อง เพราะจำเลยมิได้โต้เถียงว่า ไม่มีการมอบอำนาจ เป็นแต่เถียงว่า การมอบอำนาจนั้นไม่ถูกชอบด้วยกฎหมาย และเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ยอมทำสัญญาให้โจทก์เป็นการสมควร และพฤติกรรมอันหนึ่งซึ่งทำให้ลูกหนี้คือจำเลยไม่ต้องรับผิดตาม ป.ม.แพ่งฯ ม.๒๐๔ จึงพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยโอนทรัพย์สินทั้งหมดที่ยังไม่ได้โอนให้แก่โจทก์ตามสัญญา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า นายโชติ ล่ำซำ เป็นเจ้าหนี้ร่วมคนหนึ่งย่อมมีสิทธิ์มอบอำนาจให้นายกำพล ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ ข้อที่จำเลยค้านว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับใบมอบอำนาจต่อศาล ส่งแต่สำเนาฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้นในคำให้การของจำเลยต่อสู้แต่เพียงว่า ใบมอบอำนาจฟ้องร้องไม่ถูกชอบด้วยกฏหมาย และในวันชี้สองสถาน จำเลยแถลงว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะนายจุลินทร์ นางทองพูลมิได้มอบอำนาจให้นายโชติฟ้องคดีแทน แต่นายโชติมอบอำนาจฟ้องร้องให้แก่นายกำพลขึ้นเองดังปรากฏตามใบมอบอำนาจท้ายฟ้องโจทก์นั้น จำเลยมิได้แย้งในเรื่องความแท้จริงแห่งใบมอบอำนาจนั้นแต่ประการใด เพิ่งมายกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ไม่ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจ
เมื่อศาลสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นไปแล้ว ฉะนั้นศาลล่างวินิฉัยว่า โจทก์ไม่นำต้นฉบับใบมอบอำนาจมาแสดงก็ใช้ใด้นั้น จึงเป็นการชอบแล้ว เพราะคดีไม่มีประเด็นเกี่ยวกับความแท้จริงแห่งใบมอบอำนาจ ต้องถือว่าจำเลยยอมรับในความแท้จริงแห่งใบมอบอำนาจนั้นแล้ว ส่วนในข้อเท็จจริงนั้นเห็นว่า เมื่อโจทก์จำเลยไปขอทำการโอนที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วก็ได้มีการดำเนินในเรื่องนี้ตลอดมา ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำการโอน เหตุอำเภอยังไม่โอนให้ก็เพราะรอฟังคำสั่งกรมที่ดินอยู่เท่านั้น ซึ่งอยู่ในระหว่างนี้ทางการก็ยังดำเนินการพิจารณาเรื่องราวขอโอนอยู่ รูปคดีไม่มีทางจะถือได้ว่า การโอนหรือการชำระหนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๒๑๙ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลย
ยังมีผูกพันต่อกันอยู่ จำเลยจะถือเอาการที่เจ้าพนักงานยังมิได้ทำสัญญาให้ดังกล่าวมาแล้วเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาไม่ได้ นอกจากนั้นก่อนฟ้องนายเจียนพัด ผู้จัดการจำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ ขอเพิ่มราคาและขอสัญญาใหม่ เมื่อฟ้องแล้ว จำเลยได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ และขอถอนคำร้องขอโอนที่ดินรายนี้เสีย พฤติการณ์เหล่านี้ประกอบกับโจทก์ได้ตักเตือนให้จำเลยทำการโอนโรงสีเสียก่อน โดยทางกรมพาณิชย์สั่งอนุญาตให้ทำการโอนได้แล้ว จำเลยก็เพิกเฉยเสีย ย่อมถือได้ว่าจำเลยละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน โจทก์ชอบที่จะฟ้องให้ศาลสั่งบังคับชำระหนี้ได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๒๑๓
Result
จึงพิพากษายืน