คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวและเรียกค่าเช่ากับค่าเสียหายด้วย ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาด
ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์รายการที่ ๓ ซึ่งได้แก่ สินค้าผ้าและไหมว่า เป็นของผู้ร้องขอให้ปล่อยการยึด ในวันชี้สองสถาน โจทก์และผู้ร้องรับกันว่าทรัพย์รายนี้เป็นของผู้ร้องนำมาฝากจำเลยขายไว้ที่ร้านของจำเลย และรับกันต่อไปว่า โจทก์เพิ่งทราบความข้อนี้หลังจากที่ผู้ร้องได้ร้องขัดทรัพย์ แล้วทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน ขอให้ศาลวินิจฉัย ศาลแพ่งวินิจฉัยว่า บุริมสิทธิของโจทก์ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๖๑ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์รายนี้ขาดทอดตลาด เพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้นำทรัพย์รายนี้เข้ามาในตึกพิพาทของโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ได้สิทธิตามมาตรา ๒๖๑ นั้น เทียบตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๕/๒๔๘๐ จึงพิพากษาให้ปล่อยการยึดทรัพย์รายการที่ ๓
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์รายนี้อยู่ในร้านค้าของจำเลย ย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงมีบุริมสิทธิ ใครจะเป็นผู้นำทรัพย์เข้ามาไว้นั้น ไม่ต้องคำนึงถึง พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีบุริมสิทธิ โดยกรณีเข้าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๖๑ คำว่า ผู้เช่านำเข้ามา ตามมาตรา ๒๖๑ นั้น มิได้หมายความว่าผู้เช่าต้องเอาเข้ามาด้วยตนเอง พึงสังเกตุว่า มาตรา ๒๖๑ ใช้คำว่า นำเข้ามา มิใช่เอาเข้ามา จึงหมายเพียงว่า สังหาริมทรัพย์นั้นได้เข้ามาอยู่ในโรงเรือนด้วยความรู้เห็นของผู้เช่า ฉะนั้น ข้อที่ว่า มาตรา ๒๖๘ ต้องอยู่ภายใต้มาตรา ๒๖๑ วรรค ๒ หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
Result
พิพากษายืน