Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1623/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ขอให้จำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหายรวมมากับฟ้องคดีอาญาที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงด้วยนั้นหากศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะข้อใช้เงินเป็นให้ใช้น้อยลง ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2502 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2503 เวลากลางวันและกลางคืน จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จประกาศโฆษณายกป้ายชื่อบริษัทจำกัดใช้ชื่อว่าบริษัทสโนดรีมจำกัด มีวัตถุประสงค์ค้าน้ำแข็งฯ มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ 2 เป็นรองผู้อำนวยการรับสมัครคนเข้าทำงานในบริษัทหลายตำแหน่ง เพื่อมุ่งเอาทรัพย์สินของประชาชนที่มาสมัครงานโดยจำเลยเรียกเงินเป็นค่าค้ำประกันบ้าง ค่าหุ้นส่วนบ้าง จำเลยได้ทรัพย์เพราะการหลอกลวงเป็นเงิน 89,400 บาท จากประชาชน 48 คนตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยทั้งสองสมคบร่วมกันทุจริตหลอกลวงประชาชนกว่า 10 คนขึ้นไปประกอบการงานในหน้าที่ต่าง

ๆ ให้แก่จำเลย โดยจำเลยไม่ใช่ค่าแรงงาน ค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นบ้างใช้ค่าแรงงานต่ำกว่าที่ตกลงกันบ้าง เป็นจำนวนเงินที่จำเลยต้องจ่ายเป็นค่าจ้างตามที่ตกลงแก่บุคคลดังกล่าวอีก 10,800 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนรวม 106,200 บาทแล้วก็หลบหนีไปเหตุเกิดที่ตำบลสุริวงศ์ อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342, 343, 344 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 106,200 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2ขอให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342, 343, 344จำคุกคนละ 3 ปี

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 106,200 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นชี้ขาดตัดสินว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องนั้น ไม่มีเหตุควรแก้ไข ส่วนข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 106,200 บาทยังไม่เป็นการถูกต้องนั้น คดีได้ความว่า เรื่องนี้มีผู้เสียหายหลายสิบคน ผู้เสียหายมาเป็นพยานให้การต่อศาลไม่ครบถ้วนจำนวนคนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธการกระทำผิด ดังนั้น จำนวนเงินที่ว่าสูญเสียไปสำหรับผู้เสียหายที่ไม่ได้มาเป็นพยานให้การต่อศาลว่าเท็จจริงประการใด จึงเอาเป็นที่แน่นอนเด็ดขาดตามฟ้องยังไม่ได้ศาลอุทธรณ์เห็นว่า

จำนวนเงินของผู้เสียหายส่วนนี้ยังไม่ควรที่จะอยู่ในบังคับให้จำเลยต้องรับผิดในเรื่องนี้ทั้งคำนวณแล้วผู้เสียหายตามบัญชีท้ายฟ้องมาเป็นพยานให้การต่อศาลเพียง 19 คน รวมจำนวนเงินค่าหุ้น ค้ำประกัน 37,500 บาท ค่าแรงงาน ค่าจ้าง 8,750 บาท แต่เฉพาะค่าหุ้น ค่าประกันของนายตัดเหม็งนายแสงนายทัดคองผู้เสียหายนั้นตามฟ้องกล่าวเกินไปรวม 6,000 บาท เมื่อหักออกแล้วคงเหลือเป็นเงินค่าหุ้น ค่าประกัน เป็นเงิน 31,500 บาท รวมทั้งค่าแรงงาน ค่าจ้าง เป็นเงิน 40,250 บาท ซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ควรเรียกร้องแทนผู้เสียหายได้ นอกนั้นไม่ควรบังคับให้อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้นพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะข้อใช้เงิน เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่ผู้เสียหายเฉพาะที่มาเป็นพยานให้ความสัตย์จริงต่อศาลเท่านั้นเป็นเงิน 40,250 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินอีก 59,950 บาทให้แก่ผู้เสียหายอีก 29 คนตามฟ้องศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ พนักงานอัยการโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่ผู้เสียหายรวมมากับฟ้องคดีอาญาที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งตามมาตรา 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ศาลพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคารวมเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญาด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น กฎหมายให้ถือเรื่องการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญาไม่ว่าราคาทรัพย์นั้นจะมีมากหรือน้อยเพียงใด ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะข้อใช้เงิน เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่ผู้เสียหายเฉพาะที่มาเป็นพยานให้ความสัตย์จริงต่อศาลอันมีจำนวนเงินน้อยลง

ส่วนข้อจำคุกคงยืนตาม ดังนี้จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลยไม่เกิน 5 ปีโจทก์จะฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 218 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 366/2482ระหว่างอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ ขุนวิทยุเวค (ฉัตร พู่สุวรรณ์)กับพวก จำเลย ฎีกาของโจทก์เป็นข้อเท็จจริง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาของโจทก์เสีย

Matter details

Panel of judges
สนิท สุมาวงศ์ · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

Supreme Court Judgment No. 2289/2568

โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนหรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจ…

Supreme Court Judgment No. 1037/2568

คดีนี้โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์แทน ซึ่งโจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยโดยตรงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และมาตรา 44 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญ…

Supreme Court Judgment No. 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

Supreme Court Judgment No. 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up