คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทตามข้อตกลงซื้อขายกันโดยจำเลยได้ส่งมอบให้โจทก์ครอบครองมาตั้งแต่ซื้อขายกันกว่า 10 ปีแล้ว
จำเลยให้การต่อสู้ว่า ไม่เคยขายให้โจทก์ เป็นแต่โจทก์เช่าจากจำเลยเพื่อทำนาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เช่าที่ดินพิพาทของจำเลย พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับให้จำเลยโอนที่พิพาทให้โจทก์ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์ทำนาพิพาทมาทุกปี ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2513 ตลอดมาจำเลยบุกรุกเข้าไปทำนาพิพาทโดยพลการ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้เข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์ไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีถึงที่สุดจำเลยแถลงค้านว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยให้โจทก์เช่า
โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ในปี 2513 จำเลยไม่ประสงค์ให้โจทก์เช่าจึงเข้าทำนาเอง โจทก์ไม่เสียหายศาลอุทธรณ์สั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นกรณีโต้เถียงกันว่าใครควรจะเป็นผู้เข้าทำนาพิพาท ชอบที่โจทก์จะร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้กำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ระหว่างความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ให้ยกคำร้องโจทก์ฎีกาคำสั่งศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งไปได้ เพราะเป็นคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่บัดนี้ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์แล้วการที่ศาลฎีกาจะย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งใหม่ดังที่โจทก์ฎีกา ก็หาเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในชั้นนี้ไม่จึงให้ยกฎีกาโจทก์