คำฟ้องและคำให้การ
เรื่อง สัญญา ขอให้ชำระเงินยืม
โจทก์ฟ้องเรียกเงินยืมจากจำเลย ๕๔๓,๓๘๕.๑๕ บาท ซึ่งโจทก์กับพวกและจำเลยเป็นหุ้นส่วนสามัญดำเนินงานในนามของสหการแพทย์สถาน หุ้นส่วนเลิกกันแล้วโดยโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยต่อสู้ว่าการแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยมีสิทธิขอหน่วงการชำระเงินคืนได้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลแพ่ง ให้จำเลยใช้เงิน ๕๓๔,๓๘๕.๑๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ๗ ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยวางเงินไว้ต่อศาลแพ่งเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญสหการแพทย์ด้วยกันทุกคน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนได้เลิกกันแล้วกฎหมายบังคับไว้ให้มีการชำระบัญชีและแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี การทวงถามหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจึงต้องกระทำโดยผู้ชำระบัญชี ผู้เคยเป็นหุ้นส่วนแต่เพียงคนเดียวจะมาฟ้องเรียกร้องในฐานะส่วนตัวจึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนถ้าอยากจะจัดทำการชำระบัญชี จะต้องจัดทำโดยผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกัน การที่โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ผู้เดียวมาฟ้องเรียกร้องหนี้รายนี้ในฐานะผู้ชำระบัญชี จึงเป็นการไม่มีสิทธิ ส่วนข้อที่ว่า โจทก์ได้รับมอบฉันทะจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายนั้น ถ้าเป็นความจริงพออนุโลมได้ว่า เป็นการกระทำที่หุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันร่วมกันจัดการชำระบัญชีก็ดี แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฎว่า
โจทก์มิได้รับมอบฉันทะจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ในกรณีนี้จึงยังไม่มีอีก เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดไม่มีความสามัคคีที่จะร่วมกันจัดทำการชำระบัญชี ก็เป็นหน้าที่ของผู้เป็นหุ้นส่วนที่จะตั้งแต่งบุคคลอื่นขึ้นเป็นผู้จัดทำการชำระบัญชีแล้ว จึงทำการเรียกร้องหนี้สินของห้างหุ้นส่วนตามที่กฎหมายบังคับไว้ ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายทั้ง ๓ ศาลของทั้งสองฝ่าย ๆ ละ ๓,๐๐๐ บาท ให้หักจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน โดยให้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกไปเพื่อจัดการค้าของห้าง.