คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ยืมเงินโจทก์รวม 65,926.10 บาท โจทก์ทวงถามก็ไม่ชำระจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด แล้วพิพากษาให้ล้มละลายจำเลยต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ถึงหากเป็นหนี้ จำเลยก็มีทรัพย์สินอาจชำระให้ได้ทั้งหมดศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ และจำเลยมีหลักฐานมั่นคง พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามเอกสารที่โจทก์อ้างฟ้อง จำเลยได้ยืมเงินไปจากโจทก์ แต่การยืมตามเอกสารบางฉบับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว จำเลยไม่ได้รับสภาพหนี้ จึงขาดอายุความ ส่วนหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความนั้น ไม่จำเป็นต้องชี้ขาดว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใดแน่นอน เพราะจำเลยนำสืบได้ว่าจำเลยมีทรัพย์สินอาจชำระหนี้โจทก์ทั้งหมดได้ จึงไม่มีเหตุอันควรให้จำเลยล้มละลาย
พิพากษายืนจำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ชี้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์นั้นไม่ถูกต้อง ทำให้จำเลยต้องถูกผูกพันที่จะถูกฟ้องในคดีแพ่งได้ ขอให้พิพากษาแก้ว่าไม่จำต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่หรือมิฉะนั้นก็ขอให้ชี้ขาดว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญแห่งคดีนี้มีอยู่ว่า จำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งมีกำหนดจำนวนหนี้สินแน่นอนเกินกว่าพันบาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้อ้างว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนหกหมื่นบาทเศษแต่จำเลยนำสืบฟังได้ว่า จำเลยมีหลักทรัพย์มีราคากว่าหนึ่งล้านบาทเศษ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยยังไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ดังนั้น การที่จำเลยได้เป็นหนี้โจทก์จริงหรือไม่ จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องชี้ขาดในชั้นนี้ ทั้งศาลอุทธรณ์ก็มิได้ชี้ขาดว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่แน่นอนเท่าใดการที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ดังที่จำเลยฎีกามานั้นก็หาทำให้ผลแห่งคำพิพากษาคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใดไม่พิพากษายืนในผลที่ให้ยกฟ้องโจทก์