Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 147/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แต่เพียงบันทึกคำแถลงของคู่ความแล้วสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณารวบรัด ฝ่าฝืนมาตรา 31 และ 39 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่นั้น เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งงดสืบพยานของศาลอันเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ตามระเบียบข้อบังคับหมวดการให้ออกและเลิกจ้าง ข้อ 20 ของจำเลยกำหนดว่า 'หากพนักงานคนใดปฏิบัติผิดกฎข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง บริษัท ฯ สงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาโทษให้ออกจากงานและยึดเงินประกัน' และตามระเบียบดังกล่าวได้กำหนดเรื่องการขอรับเงินประกันคืนไว้ว่า 'พนักงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าปฏิบัติงานกับบริษัท ฯ อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปถึงจะมีสิทธิรับเงินประกันคืนเมื่อลาออกจากงานโดยต้องยื่นใบลาล่วงหน้า 15 วัน' การที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างลาออกโดยโจทก์ได้ทำงานกับบริษัทจำเลยเกินกว่า 6เดือน และยื่นใบลาล่วงหน้า 15 วันแล้ว จึงต้องด้วยระเบียบการขอรับเงินประกันคืน แม้จำเลยจะฟังว่าโจทก์ขาดงาน 3วันติดต่อกัน แต่จำเลยก็มิได้ให้โจทก์ออกจากงาน กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อ 20 แห่งระเบียบข้อบังคับหมวดการให้ออกและการเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทำให้จำเลยเสียหายประการใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดเงินประกันของโจทก์ไว้.(ที่มา-ส่งเสริม)

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 575 ป.วิ.พ. Section 226 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 Section 10 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 39

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในบาร์ของจำเลย โดยเรียกเงินประกันไว้ 4,000 บาท และสัญญาว่าจะคืนให้เมื่อลาออกจากงาน โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องไม่ทำผิดกฎระเบียบและต้องแจ้งการลาออกล่วงหน้า 15 วันเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2530 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกโดยขอลาออกในวันที่ 27 มิถุนายน 2530 จำเลยรับทราบแล้วแจ้งให้โจทก์รับเงินประกันคืนในเดือนถัดไป เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่คืนให้ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินประกัน 4,000 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลย ไม่ได้รับค่าจ้างจากจำเลย และไม่มีความสัมพันธ์ฉันนายจ้างและลูกจ้าง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มีรายได้จากส่วนแบ่งจากลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในบาร์ของจำเลย ในการหาผลประโยชน์ดังกล่าวโจทก์วางเงินประกันไว้ 4,000 บาท โดยตกลงว่าจะมาทำงานในสถานที่ดังกล่าวไม่น้อยกว่า 6 เดือน จึงจะมีสิทธิรับเงินประกันคืน เมื่อลาออกจากงานต้องยื่นใบลาล่วงหน้า 15 วัน และจะปฏิบัติตามระเบียบของสถานที่ดังกล่าวโดยเคร่งครัด โจทก์ปฏิบัติผิดข้อตกลงโดยในเดือนมิถุนายน 2530 โจทก์มาทำงานรวม 4 วัน แล้วก็ขาดงานตลอดโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบต่อมาโจทก์ได้ยื่นขอลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน2530 แล้วไม่มาทำงานอีกเลย โดยจำเลยไม่อนุมัติ

เพราะโจทก์ไม่มาทำงานและขาดงานเกินกว่า 3 วันติดต่อกัน ถือว่าโจทก์ประพฤติผิดข้อตกลงผิดกฎระเบียบข้อบังคับของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินประกันดังกล่าวคืน ในวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับกันว่า การวางเงินประกันนั้นไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือหรือทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ โจทก์ได้วางเงินประกันตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย เงื่อนไขในการขอคืนเงินประกันจึงอยู่ในข้อบังคับดังกล่าวระเบียบข้อบังคับปรากฏตามสำเนาอัตราเงินเดือนที่คู่ความส่งศาลและโจทก์แถลงรับว่าเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 เป็นสำเนาใบลาออกของโจทก์ หลังจากยื่นใบลาออกแล้วตั้งแต่วันที่ 12มิถุนายน 2530 โจทก์ไม่ได้ไปทำงานอีก แต่ได้บอกให้ผู้จัดการจำเลยทราบแล้ว ศาลแรงงานกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานและสั่งให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยให้โจทก์วางเงินประกันไว้ก็เพื่อเป็นหลักประกันของโจทก์ระหว่างที่ทำงานอยู่กับจำเลย หากมีกรณีที่ทำให้จำเลยเสียหายจำเลยจะได้รับการชดใช้จากหลักประกันได้ทันที่ซึ่งเป็นลักษณะของการค้ำประกันทั่ว ๆ ไป กรณีของโจทก์ โจทก์ทำงานกับจำเลยครบ6 เดือนแล้ว ถึงแม้การลาออกจะไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามระเบียบ แต่โจทก์ก็ไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายประการใด จึงไม่มีเหตุอะไรที่จำเลยจะยึดเงินประกันของโจทก์ไว้ ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดข้อตกลงคือขาดงานในเดือนมิถุนายน 2530 โจทก์ทำงานเพียง 4 วันโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบเป็นการขาดงานเกินกว่า 3 วันทำงานติดต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินประกันคืน เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังจำเลยอ้าง แต่จำเลยก็ไม่ได้ให้โจทก์ออกจากงานจำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดเงินประกันตามระเบียบข้อบังคับหมวดการให้ออกและการเลิกจ้าง ข้อ 20 พิพากษาให้จำเลยคืนเงินประกันจำนวน 4,000 บาทให้โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า 'อุทธรณ์ของจำเลยสรุปได้เป็น 3 ประการ และศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยต่อไปตามลำดับ โดยประการแรกอุทธรณ์เป็นใจความว่า คดีมีประเด็นดังนี้คือ(1) โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่(2) โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานหรือไม่ (3) โจทก์ปฏิบัติผิดข้อตกลงและผิดกฎระเบียบของจำเลยหรือไม่ และ(4) โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินประกันคืนหรือไม่ แต่ศาลแรงงานกลางหาได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ไม่เพียงแต่บันทึกคำแถลงของคู่ความแล้วสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่ายปรากฏรายละเอียดตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 17 สิงหาคม2530 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณารวบรัดเกินไป ฝ่าฝืนมาตรา 31 และ 39 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และสมควรที่จะกำหนดประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำสั่งให้คู่ความสืบพยานทั้งสองฝ่ายเสียให้สิ้นกระแสความก่อน จึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาตามนัยดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งงดสืบพยานของศาลแรงงานที่สั่งในวันนัดพิจารณาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2530 อันเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งศาลแรงงานกลางได้พิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2530 แต่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้แต่ประการใด จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย... จำเลยอุทธรณ์ประการที่สามเป็นใจความว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิยึดเงินประกัน แล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินประกันแก่โจทก์นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยมีสิทธิยึดเงินประกันไว้ได้ตามระเบียบข้อบังคับหมวดการให้ออกและเลิกจ้าง ข้อ 20 นั้น

พิเคราะห์แล้ว ตามระเบียบข้อบังคับ (สำเนาอัตราเงินเดือนที่คู่ความส่งศาลในวันนัดพิจารณา วันที่ 17 สิงหาคม 2530 สำนวนอันดับ 12) หมวดการให้ออกและเลิกจ้าง ข้อ 20 กำหนดว่า 'หากพนักงานคนใดปฏิบัติผิดกฎข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง บริษัท ฯ สงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาโทษให้ออกจากงานและยึดเงินประกัน' เห็นได้ว่าเป็นเรื่องของการให้ออกและการเลิกจ้างโดยจำเลยผู้เป็นนายจ้างมีสิทธิยึดเงินประกันได้ในเมื่อโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างปฏิบัติผิดกฎข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่งแล้วจำเลยผู้เป็นนายจ้างให้ออกจากงานด้วย แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างลาออกโดยโจทก์ได้ทำงานกับบริษัทจำเลยเกินกว่า 6เดือนแล้ว โจทก์ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2530โดยขอลาออกตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2530 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการยื่นใบลาล่วงหน้า 15 วันแล้ว

กรณีจึงต้องด้วยระเบียบข้อบังคับดังกล่าวข้างต้นที่ได้กำหนดไว้ในหน้าแรก บรรทัดที่ 7 และที่ 8 ว่า 'พนักงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าปฏิบัติงานกับบริษัทอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ถึงจะมีสิทธิรับเงินประกันคืนเมื่อลาออกจากงาน โดยต้องยื่นใบลาล่วงหน้า15 วัน' เช่นนี้ ถึงแม้จำเลยอ้างว่าโจทก์ได้ขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกัน แต่จำเลยก็มิได้ให้โจทก์ออกจากงาน กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อ 20 แห่งระเบียบข้อบังคับหมวดการให้ออกและการเลิกจ้างดังกล่าวข้างต้น ทั้งศาลแรงงานกลางฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทำให้จำเลยเสียหายประการใด ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดเงินประกันของโจทก์ไว้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินประกันจำนวน 4,000 บาท แก่โจทก์นั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น'

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
สีนวล คงลาภ · จุนท์ จันทรวงศ์ · จำนง นิยมวิภาต
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 450/2540

ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนั้น ทนายจำเลยได้มาศาลและลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยมิได้ติดใจโต้แย้งในขณะนั้นหรือในระยะเวลาต่อมาตามที่กฎหมายกำหนดขอให้กำหนดประ…

Supreme Court Judgment No. 1969/2534

การนั่งพิจารณาคดีแรงงาน ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน เป็นองค์คณะพิจารณาตามมาตรา 17แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี…

Supreme Court Judgment No. 2093/2532

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยทั้งห้าเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยแต่ละคนมีตำแหน่งอะไร มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งของโจทก์อย่างไร และจำเลยทั้งห้าได้กร…

Supreme Court Judgment No. 3823/2531

คดีก่อนมีประเด็นว่า คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ทางวินัยชอบหรือไม่ โจทก์ถูกย้ายตำแหน่งหน้าที่ชอบหรือไม่ และควรขึ้นค่าจ้างในระหว่างที่โจทก์ถูกสอบสวนหรือไม่ ส่วนคดีหลังมีประเด็นว่าคำสั่งลงโทษโจทก…

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 60969)

จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดหน้าที่นำสืบ ตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้อง แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของ ศาลแรงงานกลางไว้ จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up