Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 14359/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับทรัพย์ของกลางไว้ โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของกลางนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ของกลาง โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ลำพังคำรับของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาจากชายคนหนึ่ง และคำรับของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา

ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ให้การปฏิเสธในชั้นศาลว่าจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสองโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ (ที่ถูก ทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน) จำนวน 2,974,800 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติโดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ข้อหาลักทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 เวลาเช้า นางสาวสุขสมบัติ ผู้เสียหายออกจากบ้านไปเปิดอู่คาร์แคร์ ส่วนบิดาและมารดาอยู่ที่บ้านจนถึงเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้เสียหายให้คนมารับบิดามารดาไปทำบุญที่วัดลวมมาบุญ ก่อนออกจากบ้านบิดามารดาปิดประตูบ้านเรียบร้อย จนกระทั่งเวลาประมาณ 17 นาฬิกา น้องชายของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาส่งมารดาที่บ้าน เมื่อเปิดประตูรั้วหน้าบ้านเข้าไปเห็นประตูบ้านถูกงัด ตรวจดูภายในบ้านพบว่ามีการรื้อค้นสิ่งของ จึงโทรศัพท์บอกผู้เสียหายผู้เสียหายกลับมาตรวจสอบภายในบ้านพบว่าทรัพย์สินจำพวกเครื่องประดับ เพชร ทองที่เก็บไว้ในห้องนอนชั้นล่าง และพระที่โต๊ะหมู่บูชากับพระที่อยู่ในตู้พระสูญหายไปรวม 58 รายการ เป็นเงิน 3,107,860 บาท

ผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีมาตรวจที่เกิดเหตุและออกสืบสวนหาคนร้าย จนกระทั่งทราบว่านายประกาศิตหรือตี๋ เป็นคนร้ายที่เข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นที่ร้านเข็มทองคาราโอเกะ พบนายประกาศิตพร้อมนาฬิกาข้อมือและแหวนของผู้เสียหาย นายประกาศิตรับว่าเป็นคนร้ายลักทรัพย์ดังกล่าวมาจากบ้านผู้เสียหาย และนำทรัพย์สินบางส่วนที่ลักมาไปขายให้จำเลยที่ 1 ที่แผงพระริมถนนสีหบุรานุกิจ เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นห้องพักจำเลยที่ 1 ที่มามีนคอนโดพบแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง

พระเครื่อง 50 องค์ ตะกรุด 4 อัน จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาในราคา 200 บาท หลังจากนั้นไปค้นห้องพักจำเลยที่ 2 พบพระพุทธรูปหลวงปู่ดุล วัดบูรพาราม ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้ว 1 องค์ จำเลยที่ 2 รับว่าซื้อมาจากแผงพระริมถนนสีหบุรานุกิจ จึงยึดไว้เป็นของกลางและจับกุมจำเลยทั้งสอง ชั้นจับกุมและสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพค้าขาย รับซื้อขายพระตั้งแผงอยู่ที่ริมถนนสีหบุรานุกิจ มีรายได้วันละประมาณ 200 ถึง 300 บาท เมื่อวันที่ 3 หรือ 4 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 10 หรือ 11 นาฬิกา มีชายคนหนึ่งนำพระเครื่องใส่ถุงผ้ามาขายที่บริเวณหน้าแผงพระของจำเลยที่ 1 มีผู้มาเลือกซื้อไปก่อนแล้วหลายองค์

จำเลยที่ 1 ซื้อเป็นคนสุดท้ายโดยรับซื้อของที่เหลือทั้งหมด มีแหวน 1 วง กล่องทองเหลือง 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ในราคา 200 บาท จำเลยที่ 1 ถามชายคนดังกล่าวว่านำทรัพย์สินที่ขายมาจากที่ใด ได้รับคำตอบว่าเป็นของตนเอง ส่วนพระเครื่องที่นำมาขายเป็นพระที่ได้รับแจกมาจากงานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า ไม่มีราคาเมื่อซื้อทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 นำไปเก็บไว้ที่ห้องพักที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา หลังถูกจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยมิได้อ่านให้ฟังหรือให้จำเลยที่ 1 อ่านด้วยตนเอง ก่อนลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานตำรวจบอกว่า จะกันจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยาน ถ้ารู้ว่าในบันทึกการจับกุมมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าทรัพย์สินที่ซื้อเป็นทรัพย์สินที่ถูกลักมา จำเลยที่ 1 จะไม่ลงชื่อในบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 แจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่าต้องการญาติและทนายความ แต่พนักงานสอบสวนมิได้ว่ากระไร

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าหลังเกิดเหตุลักทรัพย์เจ้าพนักงานตำรวจพบแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับทรัพย์ของกลางดังกล่าวไว้ โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของกลางนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ของกลาง โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ลำพังคำรับของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาจากชายคนหนึ่ง และคำรับของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ให้การปฏิเสธในชั้นศาลว่าจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ไพโรจน์ นวานุช · ปิยกุล บุญเพิ่ม · สุรางคนา กมลละคร
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 10288/2554

คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพก็เป็นพยานบอกเล่า และจำเลยนำสืบปฏิเสธว่ามิได้เกิดจากความสมัครใจเช่นนี้ คำให้การดังกล่าวโดยลำพังไม่อาจรับฟังเพื่อลงโทษจ…

Supreme Court Judgment No. 8753/2550

ในคดีรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไว้โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบ…

Supreme Court Judgment No. 4536/2545

จำเลยเรียกเอาเงินค่าไถ่รถยนต์กระบะจากผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไป แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้รับรถยนต์กระบะคืนตามที่จำเลยนัดหมาย แต่ได้รับคืนเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในท้องที่อื่นคนละท้องที่กับที่จำเล…

Supreme Court Judgment No. 187/2541

รถยนต์กระบะของกลางมีสภาพเป็นรถใหม่ผู้เสียหายซื้อมาก่อนเกิดเหตุ 5 เดือน ราคา 335,000 บาท แต่ขณะที่จำเลยรับซื้อรถยนต์กระบะของกลางปรากฏว่าไม่มีกุญแจและบริวารกุญแจไขประตูและกุญแจสตาร์ทชำรุด ไม่ติดแผ่นป้าย…

Supreme Court Judgment No. 427/2541

ป. ถูกฟ้องในข้อหาความผิดฐานลักปลาดุก เลี้ยงของผู้เสียหายในคราวเดียวกันกับคดีนี้ และศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ป. ไปแล้ว ตามคดีอาญาก่อนของศาลชั้นต้น ดังนั้น จึงต้องถือว่า ป. มีฐานะเป็นจำเลยเช่นเดียวกันกับจำเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up