คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ศ.ก. ๐๐๒๖๘ และให้นายหนูเช่าเป็นรายวัน จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถดังกล่าว
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยศาลจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งว่ารถเป็นของโจทก์ ให้ปล่อยรถคืนโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตาม เพิ่งคืนให้ภายหลัง โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย ๑๘๘ วันเป็นเงิน ๑๘,๘๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้
จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้นายหนูตามคำพิพากษาโจทก์ไม่เสียหาย และโจทก์ฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๑๘,๘๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายหนู เมื่อนายหนูไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้จำเลย จำเลยชอบที่จะขอศาลบังคับคดียึดทรัพย์ของนายหนูชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมาย และข้อเท็จจริงก็ได้ความว่านายหนูลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ขับขี่รถยนต์พิพาทเที่ยวรับจ้างส่งคนโดยสารและสินค้ามาก่อนที่จำเลยนำยึดถึงสองปี การที่รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของนายหนูเช่นนี้ เป็นพฤติการณ์ที่แสดงออกที่จะให้จำเลยเข้าใจได้ว่ารถยนต์พิพาทเป็นของนายหนู และโจทก์ก็มิได้อ้างว่าจำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์พิพาทของโจทก์ไว้โดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่อ อ้างเพียงว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้ปล่อยรถยนต์พิพาทที่ยึด และตามข้อเท็จจริงได้ความว่า
เมื่อศาลจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งให้ปล่อยรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๔ แม้จำเลยจะเป็นผู้รักษารถยนต์พิพาทไว้ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้รักษา โจทก์ก็มิได้ร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้คืนรถให้โจทก์ จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดศรีสะเกษศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยรถยนต์พิพาทที่ยึด จำเลยได้ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ หลังจากที่จำเลยได้คืนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๑๔ ไปแล้ว จะถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้คืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์ทำให้โจทก์เสียหายนั้น จึงรับฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน