คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่างเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของขุนชำนิบรรณการ โดยทำการสมรสก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2478 ขุนชำนิบรรณการถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2521 ระหว่างมีชีวิตอยู่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2518 ขุนชำนิบรรณการได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 แต่มิได้รับความยินยอมจากโจทก์ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584 ตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมของขุนชำนิบรรณการซึ่งรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์กับขุนชำนิบรรณการเป็นสามีภรรยากันจริงแต่มิได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาโดยแยกกันอยู่และขาดการติดต่อกันตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2489 จนกระทั่งขุนชำนิบรรณการถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวที่อยู่กินกับขุนชำนิบรรณการตลอดมาการที่ขุนชำนิบรรณการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะที่ขุนชำนิบรรณการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของขุนชำนิบรรณการ จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสเพียงคนเดียวให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584 แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของขุนชำนิบรรณการ โดยสมรสกันก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 และไม่ได้หย่าร้างกัน
ขณะที่ขุนชำนิบรรณการรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ก่อนตรวจชำระใหม่ ได้บัญญัติเรื่องการรับบุตรบุญธรรมไว้ในมาตรา 1584 ว่า "ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรม ฯลฯ ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้ความรับยินยอมของคู่สมรสนั้นก่อนเว้นแต่คู่สมรสนั้นวิกลจริตหรือสูญหายไป ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี" แม้การรับบุตรบุญธรรมจะเป็นเรื่องความสมัครใจของคู่สมรสแต่ละฝ่าย ฝ่ายใดรับบุตรบุญธรรมก็เกิดความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสฝ่ายนั้นกับบุตรบุญธรรมโดยเฉพาะแต่กฎหมายก็ประสงค์จะคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย เมื่อโจทก์เป็นภริยาคนหนึ่งของขุนชำนิบรรณการการที่ขุนชำนิบรรณการรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมจึงจำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วย
จะได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวหาได้ไม่ ถึงแม้โจทก์จะมิได้อยู่ร่วมบ้านกับขุนชำนิบรรณการ โจทก์ก็มิใช่บุคคลวิกลจริตหรือสูญหายไปย่อมไม่เป็นเหตุให้ ขุนชำนิบรรณการรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ดังนี้ การที่ขุนชำนิบรรณการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสด้วย จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมของขุนชำนิบรรณการซึ่งรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม