Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 13284/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอันเดียวกันว่า บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน พ. ปรากฏว่าในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยและคดีถึงที่สุดแล้วว่า บ. ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน พ. ส่วนในคดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องอ้างว่าพบพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงว่า บ. ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน พ. ก็เป็นการฟ้องที่มีประเด็นต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน คดีก่อน พ. ฟ้องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ส่วนในคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับ พ. หลังจากศาลพิพากษาคดีก่อน และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทของ พ. หลังจากศาลพิพากษาคดีก่อนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจาก บ. มาเป็น พ. ตามคำสั่งศาล ต่อมา พ. ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับ พ. ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกจึงเป็นผู้สืบสิทธิจาก พ. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน ดังนั้น ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อนเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และ พ. เป็นชื่อของ บ. เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง เมื่อโจทก์แพ้คดีบางข้อและบางข้อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จึงชอบแล้ว ในคดีก่อน พ.ไม่ได้ฟ้องเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท คดีก่อนจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด

ฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นายบัญชาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2200 เลขที่ดิน 591 ตำบลแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทกับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนางพัฒนาเป็นชื่อนายบัญชาและเปลี่ยนชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากชื่อจำเลยที่ 1 เป็นชื่อนายบัญชา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นข้อนี้แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาของนายบัญชา โดยนายบัญชามีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 คน คือ นางพัฒนา และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นบุตรของนางพัฒนา เดิมนายบัญชามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2200 ตำบลแก่งคอย (ขอนขว้าง) อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท หลังจากนายบัญชาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบัญชา ต่อมานางพัฒนาฟ้องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาต่อศาลชั้นต้นให้พิพากษาว่านางพัฒนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาดำเนินการเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนางพัฒนา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่านายบัญชาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา พิพากษาว่านางพัฒนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาดำเนินการเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อนางพัฒนา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1567/2545 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลจากนายบัญชาเป็นนางพัฒนา วันที่ 15 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับนางพัฒนา และวันที่ 9 ธันวาคม 2553 นางพัฒนาถึงแก่ความตาย

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพัฒนาและยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกของนางพัฒนา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1567/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งหกในคดีนี้ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1567/2545 ของศาลชั้นต้นหรือคดีก่อน แม้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จะเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของนางพัฒนา แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่ผู้สืบสิทธิของนางพัฒนา และหลังจากคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว โจทก์พบพยานหลักฐานใหม่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่านายบัญชาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งแสดงว่านายบัญชาไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ข้อเท็จจริงคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอันเดียวกันว่า นายบัญชาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ปรากฏว่าในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยและคดีถึงที่สุดแล้วว่านายบัญชาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ส่วนในคดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องอ้างว่าพบพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงว่านายบัญชาไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ก็เป็นการฟ้องที่มีประเด็นต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน นอกจากนี้ในคดีก่อนนางพัฒนาฟ้องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชา ส่วนในคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับนางพัฒนาหลังจากศาลพิพากษาคดีก่อน และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทของนางพัฒนา

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลพิพากษาคดีก่อนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจากนายบัญชามาเป็นนางพัฒนาตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2546 นางพัฒนาได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับนางพัฒนาในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกจึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนางพัฒนาซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน ดังนั้น ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อนเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ในอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์พิพาทและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จึงไม่ถูกต้อง

เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนางพัฒนาเป็นชื่อของนายบัญชา เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ทั้งนี้ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว และที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง เมื่อโจทก์แพ้คดีบางข้อและบางข้อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนนั้น เห็นว่า ในคดีก่อน นางพัฒนาไม่ได้ฟ้องเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท คดีก่อนจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วพิพากษาไปตามรูปความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ประยูร ณ ระนอง · ภาติยะ ดวงมณี · กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1858/2567

คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบห้าได้หรือไม่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีก่อนก็คือที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับคดีนี้ แม้คดีน…

Supreme Court Judgment No. 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

Supreme Court Judgment No. 4838/2566

ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดิ…

Supreme Court Judgment No. 3956/2566

การที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้วมาฟ้องคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 คดีนี้และจำเลยในคดีก่อนจะเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แต่จำเลยในคดีก่อนและจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ พ. (จ…

Supreme Court Judgment No. 2354/2566

แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับแล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up