คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้เช่าที่ดินจากวัดคงคาสวัสดิ์และครอบครองใช้ประโยชน์ติดต่อกันมา ๓๐ ปีเศษ โดยชำระค่าเช่าทุกปี เมื่อประมาณ ๑๔ - ๑๕ ปีมานี้ จำเลยได้ขออาศัยปลูกโรงไม้กระดานเพื่อขายไม้ โดยสัญญาว่าเมื่อโจทก์จะเอาที่ดินคืน จำเลยจะรื้อถอนไปทันที ต่อมาโจทก์ต้องการที่ดินคืนจึงแจ้งให้จำเลยรื้อถอนไป จำเลยไม่ยอมรื้อจึงขอให้ศาลบังคับ
จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์เช่าที่ดินพิพาทจริง แต่เมื่อ ๑๗-๑๘ ปีมานี้ โจทก์สละสิทธิการเช่าและเลิกเช่าที่ดินนี้เสีย จำเลยจึงติดต่อขอเช่าจากวัดคงคาสวัสดิ์ และเสียค่าเช่าติดต่อมาทุกปีจนบัดนี้ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าโดยตรงจากวัดคงคาสวัสดิ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยอาศัยโจทก์ปลูกทำลงไปออกไปจากที่ดินที่โจทก์เช่าจากวัดคงคาสวัสดิ์ตามฟ้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากวัดคงคาสวัสดิ์ตลอดมา ต่อมาจำเลยได้ขออาศัยปลูกโรงไม้ขึ้นและต่อเติมขยายกิจการก่อสร้าง โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมรื้อ ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกไปจากที่ดินที่โจทก์เช่ามาจากวัดคงคาสวัสดิ์เท่านั้น หาได้ฟ้องให้บังคับคดีเกี่ยวกับการเช่าที่ดินพิพาทแต่อย่างใดไม่ ถึงแม้โจทก์กับวัดคงคาสวัสดิ์ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทต่อกันไว้ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฟ้องของโจทก์หาเป็นโมฆะไม่
Result
พิพากษายืน