คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4), 371, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นางลอย มารดานางสาวชูใจ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 670,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน
ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 620,000 บาท แก่โจทก์ร่วม
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วม
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่โล่งมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าสาธารณะส่องออกจากมุมสูง เชื่อว่าเด็กชายภานุเดชมองเห็นเหตุการณ์จากช่องว่างตรงประตูสังกะสีได้ชัดเจน โดยยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงมาที่ประตูบ้านและหลบหนีไปกับจำเลยทั้งสองสวมหมวกนิรภัยและใส่เสื้อแขนยาวสีดำ จำเลยทั้งสองก็รับว่าได้ไปทวงเงินจากนายนิรัญที่หน้าบ้าน จำเลยที่ 2 เป็นคนเรียกนายนิรัญซึ่งมีชื่อเล่นว่าปู โดยอ้างว่าเมื่อมีเสียงผู้หญิงตะโกนว่าปูไม่อยู่ จึงพากันกลับ แต่จากคำเบิกความของนายธิติพงศ์พยานจำเลยทั้งสองได้ความว่า
พยานและนายภาคภูมิได้ร่วมเดินทางไปที่บ้านของนายนิรัญด้วย และมีนายวรวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ตีประกบคู่กับจำเลยทั้งสอง ไม่ทราบว่าคุยอะไรกันซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของเด็กชายภานุเดช และของกลางที่ร้อยตำรวจโทสุพิศยึดได้จากในบ้านของจำเลยทั้งสองคือหมวกนิรภัยและเสื้อเชิ้ตคอกลมสีฟ้ากับเสื้อแขนยาวสีดำ โดยจำเลยที่ 1 รับว่านายวรวัฒน์ได้ไปที่บ้านของจำเลยทั้งสองแล้วถอดหมวกกับเสื้อดังกล่าวก่อนหลบหนีไป ตามข้อความในบันทึกตรวจยึดและบัญชีของกลางคดีอาญา ร้อยตำรวจโทสุพิศและพันตำรวจโทวรรณะจัดทำขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงชื่อไว้ แม้ข้อความดังกล่าวจะเป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อร้อยตำรวจโทสุพิศผู้จับกุม และพันตำรวจโทวรรณะพนักงานสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ร้อยตำรวจโทสุพิศและพันตำรวจโทวรรณะต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน และได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบแล้ว ตามสภาพ ลักษณะ