คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ไปรับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน ในการก่อสร้างจำเลยที่ ๓ ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ติดบานอะลูมิเนียม ติดกระจก และสั่งซื้อกระจกหลายรายการและหลายคราวโดยจำเลยที่ ๓ ทำไปภายในขอบอำนาจ โจทก์ได้จัดการตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระราคา ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน ๙๔,๙๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ขาดคุณสมบัติในการยื่นซองประกวดราคา จึงอาศัยชื่อจำเลยที่ ๑ ประมูลเอางานนี้มาแล้วจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่เคยเกี่ยวข้องด้วย
ประมูลได้แล้วจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาจ้างเองตามลำพัง หนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๓ นั้นเป็นการทำอำพรางเพื่อให้จำเลยที่ ๓ เอาชื่อจำเลยที่ ๑ ไปยื่นซองประกวดราคาเท่านั้น หนี้ตามฟ้องไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ ๓ ไปแล้ว ๓๘,๒๐๐ บาท ส่วนที่ค้างอีก ๕๖,๗๙๔ บาท จำเลยที่ ๓ ก็ได้ออกเช็คให้โจทก์ไว้แล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ๙๔,๙๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ๓๘,๒๐๐ บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ รับผิดใช้เงิน ๕๖,๗๙๔ บาทแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจหมาย จ.๓ เป็นเรื่องห้างจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๓ ยืมชื่อไปใช้ประมูลและทำการก่อสร้างอาคารโดยจำเลยที่ ๓ เข้าทำการก่อสร้างเอง จึงเป็นนิติกรรมอำพราง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ต้องรับผิด
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ได้ล่วงรู้ถึงการที่ห้างจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๓ ยืมชื่อไปเสนอราคาก่อสร้างและรับจ้างก่อสร้างอาคารหลังนี้อันเป็นการไม่สุจริตแต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ดังกล่าวจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและต้องได้รับความเสียหายหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘ วรรคแรก คดีจึงต้องฟังว่าจำเลยที่ ๓ เป็นตัวแทนของห้างจำเลยที่ ๑ ในการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ ๓ ว่าจ้างโจทก์ติดตั้งกระจกและประตูอะลูมิเนียมจนโจทก์ทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ห้างจำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๐ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดร่วมด้วยตามมาตรา ๑๐๗๗(๒)
ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘๗ ปรากฏตามคำฟ้องและทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ ๓ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ และได้กระทำแทนจำเลยที่ ๑ ภายในขอบอำนาจแห่งฐานเป็นตัวแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ ๓ ชำระหนี้ตามฟ้องได้ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยกำหนดจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ ๓ จะต้องชำระแตกต่างกัน กรณีจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๓ จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ทั้งไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาคดีให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายให้จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๕)
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ทั้งสามศาลให้เป็นพับ