เนื้อความคำพิพากษา
ได้ความว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งผ้ามาจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อขายแก่ชาวนา โดยติดต่อทางข้าหลวงประจำจังหวัดฯ มอบให้อำเภอศรีประจันต์ไปขาย นายสายจำเลยเป็นปลัดอำเภอเป็นกรรมการขายผ้าหน่วยหนึ่ง ได้ขายผ้าไป 2 คราว คราวแรกได้เงิน 9,380 บาท คราวที่ 2 ได้เงิน 10,374 บาทแล้วเก็บไว้ในเซฟตามที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายอำเภอสั่ง เพราะเสมียนตราไม่อยู่ ต่อมามีคนร้ายไขกุญแจเซฟลักเงินค่าขายผ้ากับค่าพาหนะอื่นไปรวม 3 หมื่นบาทเศษอนึ่งการขายผ้านี้มีระเบียบว่า เงินที่ได้จากการขาย ให้ส่งต่อคณะกรมการอำเภอรวบรวมส่งคณะกรมการจังหวัดเป็นการด่วน ถ้าวันใดเงินที่ได้รับมีจำนวนถึงหมื่นบาท ให้คณะกรมการอำเภอรีบนำส่งจังหวัดเสียคราวหนึ่งก่อน
แม้การขายยังไม่เสร็จห้ามมิให้เก็บเงินที่ได้จากการขายผ้าไว้ที่อำเภอเกินกว่าจำนวนหมื่นบาทโจทก์จึงฟ้องขอให้นายชลอ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายอำเภอนายประชุมเสมียนตราอำเภอ และพลตำรวจพูล ยามเฝ้าสถานีตำรวจที่รักษาเซฟ รับผิดร่วมกันใช้เงิน 36,602 บาทแก่โจทก์ ให้นายสายจำเลยที่ 2 รับผิดใช้เงิน 19,754 บาท นายอาจรับผิดใช้เงิน 1,000 บาทศาลชั้นต้นพิพากษาให้ พลตำรวจพูลจำเลยที่ 5 ใช้เงิน 36,602 บาทแก่โจทก์ ให้นายชลอนายอำเภอจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับพลตำรวจพูลใช้เงินเพียง 35,602 บาท ให้นายสายจำเลยร่วมกันรับผิดกับพลตำรวจพูลและนายชลอเพียง 19,754 บาท ยกฟ้องเฉพาะนายอาจ นายประชุมนายสายจำเลยที่ 2 ผู้เดียวอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนายสายจำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมาศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงและระเบียบการเก็บเงินรักษาเงินมีดังกล่าวแล้วการที่นายสายจำเลยได้นำเงินเก็บไว้ในเซฟ มิได้ปฏิบัติตามระเบียบคือนำเงินส่งจังหวัดเช่นนี้ นายสายจะต้องรับผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยจึง
Result
พิพากษายืน