Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1249/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินร่วมกับ จ. การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็น จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 แล้ว ผลแห่งคดีแม้จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึง จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวให้เปิดทางจำเป็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้อง จ. ด้วย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 363 เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 56 ตารางวา โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 365 เนื้อที่ 2 งาน 75 ตารางวาโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 364เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 608 เนื้อที่ประมาณ 84 ตารางวา โจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 585 เนื้อที่ประมาณ2 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.)

เลขที่ 360 และโจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 1 งาน ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยออำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เช่นกัน ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก -ในบ้าน ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดต้องผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ ประเทืองมาศออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ผ่านที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลาประมาณ 70 ปี โดยทางกว้าง 5 เมตร ยาวประมาณ70 เมตร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้ปลูกขนำและสร้างรั้วปิดกั้นทางทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทางดังกล่าวได้

ต่อมาจำเลยและนายชนินทร์ยินยอมยกที่ดินซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมให้เป็นทางภารจำยอมเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้านโดยทางกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 22 เมตร แต่เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนบนที่ดินที่จำเลยและนายชนินทร์ยกให้เป็นทางภารจำยอม ปรากฏว่าจำเลยได้นำเสาคอนกรีตมาปักกั้นถนนที่โจทก์ทั้งเจ็ดสร้างขึ้นบางส่วน ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ได้ตามปกติ โจทก์ทั้งเจ็ดแจ้งให้จำเลยเปิดทางแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็น และให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 22 เมตร ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม

หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้ฟ้องนายชนินทร์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทางด้านทิศใต้เป็นจำเลยด้วย ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะสามารถผ่านที่ดินของจำเลยได้ ก็ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้เนื่องจากมีที่ดินของนายชนินทร์คั่นอยู่ โจทก์ที่ 5 ที่ 6และที่ 7 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับนายจำเริญ จันมณี แต่คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้อง เป็นทางจำเป็น ให้จำเลยเปิดทางพิพาทขนาดกว้าง 2 เมตร 30 เซนติเมตรยาวประมาณ 22 เมตร ในที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 363 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 365 เอกสารหมาย จ.1 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 364 เอกสารหมาย จ.5 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 608 เอกสารหมาย จ.6โจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 585 เอกสารหมาย จ.7 โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

เลขที่ 360 และโจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่ง ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 39040 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เอกสารหมาย ล.3 โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายจำเริญจันมณี น้องชายจำเลย ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของจำเลยทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7อยู่ภายในเขตที่ดินของจำเลยทางทิศตะวันออก ทิศใต้ของทางพิพาทเป็นทางต่อไปภายในเขตที่ดินของนายชนินทร์ ประเทืองมาศ และไปสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งเจ็ดนำสืบโดยมีตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6นายชนินทร์เจ้าของที่ดินทางทิศใต้ของที่ดินของจำเลยที่ทางพิพาทผ่านออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก

- ในบ้าน นายธานี ไพโรจน์ภักดิ์ อดีตกำนันตำบลเกาะยอระหว่างปี 2516 ถึงปี 2534 และจ่าสิบเอกสมเกียรติ แก้วกระจ่าง สามีโจทก์ที่ 3 เบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นและที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน มาเป็นเวลานานประมาณ 70 ปี รถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้ ทางที่ว่านี้คือทางที่ระบุว่าเส้นทางเก่าในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้ปลูกขนำปิดกั้นทางดังกล่าว

ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ได้ตามปกติ จำเลยตกลงให้โจทก์ทั้งเจ็ดเปลี่ยนไปใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมกว้าง 3 เมตรยาว 22 เมตร คือทางที่ระบุว่าทางเดินใหม่ในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 โจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนเพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกและใช้ทางพิพาทดังกล่าวได้ประมาณ 7 วัน จำเลยจึงปิดกั้นทางพิพาทโดยเว้นทางพิพาทด้านทิศเหนือกว้าง 70 เซนติเมตร ด้านทิศใต้กว้าง90 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกไม่ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน

ได้ ส่วนจำเลยนำสืบว่าก่อนเกิดเหตุพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดเดินผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์เข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปลูกบ้านในที่ดิน จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ทางพิพาทชั่วคราวเป็นทางเดินกว้าง 1 เมตรยาว 22 เมตร โดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้รถยนต์ผ่านเข้าออก ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดทำเป็นถนนกว้างประมาณ 2 เมตร และใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกจำเลยจึงห้ามปรามและให้นายยิน คงจินดามุณี สามีจำเลยนำเสาคอนกรีตไปปักกั้นให้เหลือทางกว้างประมาณ1 เมตร เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 และพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวข้างต้นประกอบแผนที่เอกสารหมาย

จ.2 และแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 แล้ว ทำให้เห็นได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก -ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีทางอื่นที่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านถนนสายบ้านสวนใหม่ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดดังปรากฏตามคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และจ่าสิบเอกสมเกียรติสามีโจทก์ที่ 3 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านมีใจความทำนองเดียวกันว่าทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางเดินไปออกสู่บ้านส่วนใหม่ได้ แต่ในเรื่องนี้ตัวโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามติงว่า

ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ไม่มีสภาพเป็นทาง เพราะรก ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ตัวโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ปัจจุบันทางดังกล่าวใช้ไม่ได้เนื่องจากรก กว้างเพียงประมาณ 1 ศอก เป็นทางขึ้นเขาและผ่านช่องเขา ไม่มีคนใช้แล้ว ตัวโจทก์ที่ 4 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ ปัจจุบันเป็นทางแคบ คนเดินสวนกันไม่ได้และเป็นทางรกมีต้นไม้ขึ้นใช้ทางดังกล่าวไม่ได้แล้ว ตัวโจทก์ที่ 6 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางเล็ก จ่าสิบเอกสมเกียรติสามีโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามติงว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ปัจจุบันเป็นป่ารกทึบและก่อนหน้าที่ไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้

นายธานีพยานโจทก์ทั้งเจ็ดก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางเดินระหว่างภูเขาปัจจุบันเป็นป่ารกไม่มีคนใช้แล้ว และนายชนินทร์พยานโจทก์ทั้งเจ็ดก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางต้องข้ามภูเขา เป็นป่า รถจักรยานยนต์ก็ผ่านเข้าออกไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านว่า โจทก์ทั้งเจ็ดจะไปออกสู่ถนนทางบ้านสวนใหม่ได้จะต้องผ่านที่ดินของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และที่ดินของบุคคลอื่นอีกประมาณ 2 แปลง และนายยินพยานจำเลยซึ่งเป็นสามีจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านว่าก่อนถึงถนนทางบ้านสวนใหม่ โจทก์ทั้งเจ็ดจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีก 2 แปลง โดยที่ดินของบุคคลอื่นทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นทางสาธารณะ

จากคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และพยานทั้งสามของโจทก์ทั้งเจ็ดตลอดจนคำเบิกความของจำเลยและพยานจำเลยดังกล่าวฟังได้ความเจือสมกันว่าทางซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ไปออกสู่ถนนสายบ้านใหม่ตามที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น เป็นทางที่โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะ เพราะเป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีก ยิ่งกว่านั้นจำเลยก็ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านอีกว่า เหตุที่จำเลยยกทางพิพาทกว้าง 1 เมตรให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้เดินผ่านนั้นเนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีเส้นทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้เจือสมข้อนำสืบของโจทก์ทั้งเจ็ดดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก

- ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิผ่านทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินของจำเลยไปออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าวได้ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349วรรคแรก คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาข้อเท็จจริงไม่เหมือนกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น......

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ฟ้องนายจำเริญ จันมณี ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้หรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ร่วมกับนายจำเริญตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก..." ดังนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ดังกล่าว ได้ให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทนนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้ว

ผลแห่งคดีนี้แม้จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึงนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่จำเป็นต้องฟ้องนายจำเริญด้วย เหตุนี้โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
จำรูญ แสนภักดี · ชาญชัย ลิขิตจิตถะ · วสันต์ ตรีสุวรรณ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1993/2556

การที่องค์การนานาชาติแพนเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศไทยได้มอบเงินให้เปล่าแก่ชาวบ้านหมู่บ้านป่าดู่ผ่านกองทุนหมู่บ้านป่าดู่ โดยให้คณะกรรมการหมู่บ้านบริหาร โจทก์ที่ 8 เป็นชาวบ้านหมู่บ้านป่าดู่จึงมีส่วนเป็นเจ้…

Supreme Court Judgment No. 7775/2552

การวางท่อน้ำ สายไฟฟ้า ท่อประปา สายโทรศัพท์ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินติดต่อ หาใช่เป็นเรื่องทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 ไม่ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมให้เจ้าของที่ดินติดต่…

Supreme Court Judgment No. 2434/2549

โจทก์เป็นบุตรของนาง ศ. จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทส่วนของนาง ศ. เมื่อโจทก์ไปขอให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำ…

Supreme Court Judgment No. 1824/2543

แม้มรดกจะมีผู้จัดการมรดกอยู่แล้ว ทายาทก็ยังมีสิทธิฟ้องร้องให้บุคคลภายนอกชำระหนี้สินของกองมรดกอันเป็นการรักษาสิทธิอันจะพึงตกแก่กองมรดกได้

Supreme Court Judgment No. 4714/2541

แม้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตพระโขนงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 ได้สิ้นอายุการใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 แต่ต่อมาเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up