คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ เนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งที่ดินโฉนดที่ ๓๑๖ ตามแผนที่จำลองท้ายสัญญาประนีประนอม และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว (ส่วนจำเลยที่ ๒ นั้น โจทก์ขอถอนฟ้องไปก่อนแล้ว) ต่อมาช่างแผนที่ไปรังวัดแบ่งแยกตามสัญญายอมความ แต่แบ่งแยกไม่ได้เพราะมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวาง จำเลยที่ ๑ จึงยื่นคำร้องว่า การที่จำเลยทำยอมความไปนั้นเป็นการเข้าใจและสำคัญผิดในสาระสำคัญ ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทำให้รูปที่ดินเสียและจำเลยได้เนื้อที่น้อยไปจากแผนที่จำเลยท้ายยอมที่ศาลขีดไว้ ส่วนโจทก์กลับได้ที่ดินมากขึ้น ขอให้เรียกโจทก์มาสอบถามเพื่อให้โจทก์จำเลยได้ที่ดินตรงกับแผนที่ที่ศาลขีดไว้ ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์จำเลยมาสอบถามแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงมีคำสั่งว่า เมื่อคู่ความไม่ตกลงกันเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลก็ไม่มีทางบังคับได้ คงให้ถือตามที่ได้ยอมกันไว้ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปตามยอมแล้ว จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ แต่จำเลยหาทำไม่ จนคดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งข้ออ้างต่าง ๆ ตามคำร้องของจำเลยก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะอุทธรณ์ได้ จำเลยจะอ้างจะอ้างความสำคัญผิดในสารคัญมาเป็นเหตุให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่
Result
พิพากษายืน